
แก้ร่างกม. สส. สว. ทำไม
เราได้คุยกันไปหลายครั้ง จนท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเริ่มเบื่อหน่ายถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)
โดย ชื่อคนเขียน
เราได้คุยกันไปหลายครั้ง จนท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเริ่มเบื่อหน่ายถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ อยู่พอสมควรที่เราได้พูดคุยกัน โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง พรรคการเมือง และประเด็นทางการเมืองทั้งหลาย ซึ่งอันที่จริงหากเราพิจารณากฎบทกฎหมายกันไปตามหลักการ และประเทศชาติบ้านเมืองเรา รวมถึงประชาชนคนไทยเราสามารถที่จะบริหารและจัดการบนพื้นฐานของหลักการกันได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เราคงจะสามารถยกร่างกฎหมายได้ไม่ยากนัก
การณ์ในความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เรื่องราวความยุ่งยากนานาประการ ล้วนมาจากผู้คนทั้งนั้น มิได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย เพราะเหตุคือ คนนั้นคือผู้ที่จะใช้กฎหมาย ซึ่งหากจะมองพวกเราคนไทยกันอย่างเป็นธรรม ก็คงจะไม่ใช่ประเทศชาติเราประเทศเดียว ประเทศอื่นก็คงจะมีเหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยกว่าก็ว่ากันไป และคงจะไม่ใช่ช่วงการบริหารราชการแผ่นดินที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาเกี่ยวข้องเท่านั้น ช่วงอื่นๆ ก็อาจจะมี แต่อาจจะเป็นลักษณะที่แตกต่างกันไป แต่ที่มีคนสงสัยและถามไถ่กันมาคือ การปรับแก้ร่าง พ.ร.ป.สส. และ พ.ร.ป.สว. นั้นมีเงื่อนงำอันใดเกี่ยวพันถึง คสช.หรือไม่ หรือจะเกี่ยวพันไปถึงการไปต่อ หรือการจะไปเป็นรัฐบาล รวมถึงนายกรัฐมนตรีกันต่อหรือไม่
คนทั้งหลายเวลาอ่านการยกร่างกฎหมาย โดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นอย่างมาก อย่างเช่นร่าง พ.ร.ป.สส. และ พ.ร.ป.สว. ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดเป็นการเมือง จะห้ามกันอย่างไร หรือจะอาศัยอะไรเป็นเครื่องกำหนดวาจาสัจจะก็ตาม ก็คงจะห้ามคนคิดไม่ได้ เรื่องร่าง พ.ร.ป.สส. และ พ.ร.ป.สว. ก็เป็นเช่นนั้น ว่ากันว่าเงื่อนไขที่ทำให้ต้องมีการคิดกันหนักนั้นก็มาจากกลศึกที่ทาง คสช.วางมาเองในเรื่องการให้ สส. และ สว. ร่วมกันลงมติเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วง 5 ปีนับแต่มีรัฐสภาชุดแรก หากจะเสนอชื่อของบุคคลที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อที่พรรคการเมืองประกาศไว้ว่าจะนำเสนอเป็นตัวเลือกในการลงมติของรัฐสภาเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคของตนได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือจำนวน สส.ไม่น้อยกว่า 25 คนนั้น ก็จะต้องใช้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นคือตั้งแต่ 376 เสียงชึ้นไป
หากปรากฏว่าไม่สามารถจะลงความเห็นร่วมกันได้ หรือไม่อยากที่จะเสนอคนที่มีรายชื่อที่ว่าไปนั้น ก็มีทางออกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้คือ อาศัยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของรัฐสภา ยกเว้นการต้องเสนอชื่อดังกล่าว นั่นเท่ากับว่าต้องใช้ตั้งแต่ 500 เสียงขึ้นไป ซึ่งนี่แหละทำให้ สว.จำนวน 50 คน อาจจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ได้ อันที่จริงก็ข้างแคร่ หรือข้างกายได้ตั้งแต่ในส่วน 376 เสียงแล้ว ทั้งนี้เพราะ สว. 50 คน จาก 250 คน แม้จะมาจากการเลือกของ คสช. แต่เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการเลือกกันเอง จนกระทั่งได้มา 200 คน แล้วจึงมาถูกตัดเหลือ 50 คน ดังนั้น สว. 50 ท่านนี้ อาจจะไม่ได้มีแนวคิดที่สอดคล้องต้องตรงกันกับอีก 200 ท่านเสียทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นตอนลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
แม้กระทั่งมีเสียง 250 เสียงใน สว. ถ้าจะเลือกผู้ที่ไม่ได้มีชื่อในรายชื่อที่พรรคการเมืองประกาศ ยังต้องหาใน สส.มาอีก 250 เสียง ซึ่งก็หืดยิ่งกว่าหืดขึ้นคอ แต่ก็ใช่ว่าเอาในรายชื่อซึ่งต้องมีอย่างน้อย 126 เสียงใน สส. จะเป็นเรื่องง่าย ยิ่งพอได้นายกรัฐมนตรีมาแล้ว อยู่ในสภาแบบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับเป็ดง่อย ชะรอยจะเตรียมเป็นรัฐล้มเหลว หรือ Failed State ไปเสียด้วย ไว้คราวหน้าลองมาดูกันครับว่าการปรับแก้ที่เขาเสนอกัน จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร







