
ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ หล่อขึ้นขับสนุก
ย้อนกลับไปในการเปิดตัวลงสู่ตลาดครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2552 ของ ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร
โดย พลพัต สาเลยยกานนท์
ย้อนกลับไปในการเปิดตัวลงสู่ตลาดครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2552 ของ ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และต่อมาเข้าร่วมโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมียอดขายสะสมตั้งแต่เปิดตัวอยู่ที่ราว 1.1-1.2 แสนคัน
จนกระทั่งล่าสุดเดินทางมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้วสำหรับ “ซูซูกิ สวิฟท์” ที่เพิ่งมีการเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นเรือธงหลักของซูซูกิ ที่สร้างยอดขายและแนะนำลงสู่ตลาดในฐานะรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ภายใต้ชื่อรุ่นดังกล่าว
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางการเติบโตของกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านการใช้งาน โดยในปีที่ผ่านมาตลาดในกลุ่มดังกล่าวมีตัวเลขอยู่ที่ 1.56 แสนคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 แสนคันในปี 2561
ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ในตลาดรถยนต์นั่งยิ่งเห็นทิศทางการเติบโตของสัดส่วนที่ชัดเจนเมื่อย้อนมองกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดในปี 2560 อีโคคาร์มีสัดส่วนอยู่ที่ 45% ในตลาดรถยนต์นั่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2561
“ในอนาคตตลาดรถยนต์นั่งกลุ่มที่เริ่มหายไปคือกลุ่มบี-เซ็กเมนต์ ภายหลังจากกลุ่มดี-เซ็กเมนต์ และซี-เซ็กเมนต์ เริ่มทยอยหายไปจากตลาด โดยมองว่ากลุ่มที่จะเข้ามาแทนที่คือกลุ่มบี-เอสยูวีที่ต้องการเลือกเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ และอีโคคาร์ที่ต้องการเลือกเพื่อการใช้งานที่ตอบสนองการใช้งานด้านความประหยัดที่แท้จริง ซึ่งเป็นเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป” วัลลภ กล่าว
ขณะที่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มอีโคคาร์อยู่ที่รูปลักษณ์การออกแบบ ซึ่งนอกเหนือจากความประหยัดที่เป็นพื้นฐานของรถยนต์อีโคคาร์แล้ว ยังต้องการสะท้อนตัวตนแสดงออกทางสังคมผ่านตัวรถ ดังนั้นจึงต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองได้อย่างแท้จริงทั้งสองปัจจัยอย่างแท้จริง ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันของตลาดอีโคคาร์ที่รุนแรงและมีทางเลือกในตลาดสำหรับผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก
“โพสต์ทูเดย์” ได้ร่วมเดินทางสัมผัส “ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่” ซึ่งเลือกใช้เส้นทางที่ จ.เชียงใหม่ เป็นบททดสอบเจ้าอีโคคาร์คันนี้ที่ต้องเรียกได้ว่าใหม่เอี่ยมทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่การออกแบบไปจนกระทั่งเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง (เกียร์) ภายใต้สโลแกน “สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง (WE STANDOUT)”
เริ่มต้นที่รูปลักษณ์หน้าตาการออกแบบกันก่อน ด้วยคอนเซ็ปต์“INNOVATION - Fun & Sporty” ซึ่งหากเมื่อเทียบกับ ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นก่อนหน้า ต้องเรียกได้ว่ารุ่นใหม่นี้มีความคิวท์ (Cute) และคูล (Cool) มากยิ่งขึ้น แต่ยังแสดงความเป็นเอกลักษณ์ที่โดนเด่นอย่างเช่น เส้นสายรายละเอียดที่มีความคล่องตัวและไม่เทอะทะ มีความโค้งมนได้อารมณ์ความลงตัวยิ่งขึ้น มาพร้อมไฟหน้าแอลอีดีโปรเจกเตอร์และไฟท้ายแอลอีดี รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ที่เปิดประตูหลังถูกซ่อนไว้ที่หูช้างด้านหลัง และมีเส้นสีแดงตัดบนกระจังหน้าสีดำ
มาถึงภายในห้องโดยสารที่ใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้นชนิดที่เรียกได้ว่าลืมหน้าตาของภายในห้องโดยสารรุ่นก่อนหน้าไปได้เลย อาทิ หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เบาะลายใหม่ซึ่งเหล่านี้ล้วนดูแล้วให้อารมณ์ที่มีความภาคภูมิใจในความหรูหราและทันสมัยยิ่งขึ้นพร้อมความสะดวกสบาย
สำหรับอีกหนึ่งจุดเด่นคือ เครื่องยนต์บล็อกใหม่ K12M ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Dualjet 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ให้อัตราประหยัดน้ำมัน 23 กม./ลิตร
สเปกดังกล่าวนี้ ที่น่าสังเกตคือ แรงม้าและแรงบิดลดลง แต่ที่น่าแปลกใจหลังจากได้สัมผัสคือความสนุกสนานในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า รวมถึงอัตราเร่งที่สามารถตอบสนองได้ดีทุกย่านความเร็วซึ่งทำงานร่วมกับเกียร์ที่สอดประสานกันได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นประเด็นเรื่องแรงม้าและแรงบิดที่ลดลงจึงหายไปเมื่อได้สัมผัส
ที่สำคัญคือช่วงล่างคันนี้ให้อารมณ์ความมั่นใจดียิ่งขึ้น ซึ่งมาพร้อมการเกาะถนนที่ดีและการซับแรงกระแทกที่ให้ความนุ่มสบายในการขับขี่ อารมณ์โดยรวมสำหรับการได้สัมผัสนั้นต้องบอกเลยว่าดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าหลายช่วงตัว เอาเป็นว่าถ้าเป็นแฟนรุ่นนี้จริงรักรุ่นนี้จริงถึงแม้จะขับสวิฟท์เดิมอยู่ก็ควรจะเปลี่ยนด้วยประการทั้งปวง
แม้ว่าราคาขายที่เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 2 หมื่นบาท จากเดิมหรือมีราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 4.99-6.29 แสนบาท ก็คุ้มค่าคุ้มราคา เนื่องจาก “ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่” อยู่ภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับอีโคคาร์ 2 ที่มีทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานติดรถ อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (อีเอสพี) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันเหล่านี้
จึงเป็นจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวงที่ใครกำลังมองหาอีโคคาร์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมด้วยรูปลักษณ์หน้าตาและสมรรถนะรวมถึงเทคโนโลยีที่คุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ







