
แหล่งแสวงหาความสงบ ของอาปักถอยฟุง
ในช่วงผมเด็กๆ ผมได้เห็นภาพหนึ่งที่ติดตาตรึงใจมาตลอด คือมีคุณลุงแก่ๆ ท่านหนึ่งชื่อว่า “อาปักถอยฟุง”
โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
ในช่วงผมเด็กๆ ผมได้เห็นภาพหนึ่งที่ติดตาตรึงใจมาตลอด คือมีคุณลุงแก่ๆ ท่านหนึ่งชื่อว่า “อาปักถอยฟุง” จะหาบผักมาขายที่ตลาดเชียงของเป็นประจำ เรียกว่าท่านจะมาแทบทุกวัน ทุกครั้งที่ท่านพอขายผักเสร็จท่านก็จะมานั่งที่ร้านใหม่ของพี่สาวผมที่ท่าน้ำ เพื่อเสวนากับหลานชายคนโตผม เชาวลิต เพราะว่าท่านชอบนำความรู้ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกับหลานชายผม เชาวลิตเป็นเด็กที่ได้รับการศึกษาจากประเทศจีน จากการที่เขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลป์และดนตรี อีกทั้งเก่งเรื่องการวาดภาพจีนและความรู้เรื่องจีนศึกษาที่สุดยอดคนหนึ่ง จึงดึงความสนใจของอาปักถอยฟุงเป็นอย่างยิ่ง
อาปักถอยฟุงเป็นคนที่สามารถร้องเพลงซานกอ หรือที่เรียกว่าเพลงรักพื้นบ้านของชาวจีนแคะได้เก่งมากๆ ท่านร้องด้นเพลงซานกอได้ไพเราะยิ่ง เวลาท่านมา ท่านจะร้องเป็นบททำนองภาษาจีนแคะ ที่สาธยายเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทกลอน ทำนองเพลงซานกอออกมาได้อย่างออกรสออกชาติ สนุกสนานมาก มีอยู่วันผมเกิดความสงสัยว่าท่านทำไมถึงเก่งมาก เลยถามกับเชาวลิต จึงได้ความว่า ท่านผู้เฒ่าท่านนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แม้ว่าท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็อยากนำเรื่องราวต่างๆ ของท่านมาเขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านได้เป็นบทเรียนครับ
ธรรมดาคนจีนแคะที่อยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง จะแบ่งออกเป็นสองพวกคือ แคะลึก หรือภาษาจีนแคะเรียกว่า “ชิมคั๊ก” กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ตามเมืองเหมยเซี่ยน ติดกับชายแดนมณฑลฮกเกี้ยน กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่มีความรู้เพราะอยู่เขตเมือง โดยมากจะรับราชการเป็นส่วนใหญ่
ส่วนอีกกลุ่มคือ ปั้วซัวแคะ หรือ “ป่านซานคั๊ก” กลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ที่เมืองฮงสุนหรือที่อยู่ติดกับเมืองแต้จิ๋ว คนกลุ่มนี้จะมีนิสัยชอบค้าขาย เพราะเป็นนิสัยที่ติดมาจากชาวแต้จิ๋ว ซึ่งขยัน อดทน หนักเอาเบาสู้ ประหยัดมัธยัสถ์ และที่สำคัญคือรักพี่น้องเพื่อนพ้องมาก แม้คนบ้านเดียวกัน หรือเป็นคนในหมู่บ้าน หรือแซ่ตระกูลเดียวกัน ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน อีกทั้งยังช่วยกันดึงกันร่วมทำมาหากินด้วยกันเสมอ ตระกูลผมก็มาจากชนกลุ่มนี้เช่นกันครับ
อาปักถอยฟุงท่านเป็นคนที่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้ แต่ท่านเบื่อหน่ายในการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ท่านจึงมาที่เชียงของ เพื่อมาหลบลี้หนีหน้าจากผู้คน ท่านจึงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของท่าน พอท่านมาที่เชียงของ ท่านก็ไปจับจองที่ดินที่เมืองกาญจน์หรือที่บ้านกิ่วกาญจน์ในปัจจุบันนี้ หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากเชียงของประมาณเกือบยี่สิบกิโลเมตร อยู่บนถนนเลียบแม่น้ำโขงเชียงของ-เชียงแสน ซึ่งในอดีตไม่มีถนนตัดผ่าน เวลาเดินทางจะเดินเท้ามา กว่าจะถึงเชียงของก็เดินเกือบสองสามชั่วโมง เดินข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่า กว่าจะถึงเชียงของ ท่านจะหาบผักที่ท่านปลูกมาขายที่ตลาดเชียงของ ได้เงินมาเล็กน้อย แล้วท่านก็จะซื้อเครื่องอุปโภค-บริโภคหาบกลับไป
เมื่อท่านมาอยู่ที่เมืองกาญจน์ใหม่ๆ ท่านจะหาภรรยาเป็นชาวเขาเผ่าขมุ หรือชาวไทยดำไว้หนึ่งคน และมีลูกสาวตัวเล็กๆ หนึ่งคน อยู่กันลำพังในป่าชายแม่น้ำโขง ท่านมีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ฮวงจุ้ยที่ดีแปลกใจมาก เพราะคิดไม่ถึงว่า ท่านจะชอบอ่านบทกวีจีน ที่พวกเราในอดีตจะอ่านไม่รู้เรื่องเลย ปัจจุบันนี้จึงทราบว่าท่านเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตพอเพียงจริงๆ ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิตเรียบง่าย ดังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเราเลย จำได้ว่าไปถึงบ้านท่าน ท่านให้ไปเก็บส้มโอหลังบ้านท่านมาตำส้มตำกินกันอย่างสนุกสนาน
ต่อมามีอยู่ครั้งหนึ่ง พวกเราขี่จักรยานยนต์ไปหาท่านที่บ้าน ซึ่งไปยากมาก ต้องไต่เขาข้ามเขาไป เห็นบ้านที่ท่านอยู่ริมแม่น้ำโขงสวยงามมาก ทำเลที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ด้านหน้าบ้านเป็นแม่น้ำโขง ด้านหลังเป็นสวนผักท่าน สวยงามมากๆ ท่านจะมีหนังสือจีนที่ท่านพอจะหาได้ในตลาดเชียงของและบ้านจีนฮ่ออพยพที่บ้านหัวเวียง ที่จะเก็บไว้อ่านของท่าน พวกเราก็พบถนนเลียบโขงตัดผ่าน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ท่านก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ







