
Culture, the inimitable beauty
คงต้องยอมรับว่าในโลกทุกวันนี้ ความสวย ความงามหลายๆ อย่างนั้น สามารถใช้เทคโนโลยีหรือใช้เงินจ้างคนมาทำได้
คงต้องยอมรับว่าในโลกทุกวันนี้ ความสวย ความงามหลายๆ อย่างนั้น สามารถใช้เทคโนโลยีหรือใช้เงินจ้างคนมาทำได้ แต่มีความงามอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าจะเลียนแบบให้คล้ายสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้เหมือนของจริงได้ นั่นก็คือความงามทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะทุกวัฒนธรรมล้วนมีที่มาและเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาสั่งสมเป็นร้อยเป็นพันปีนั่นเอง
ณ ปัจจุบัน ถ้าเรามองในแง่ของความเก่าแก่และยิ่งใหญ่แล้ว คงต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมจีนนั้นแทรกซึมไปทุกที่ทั่วโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม หรือวัฒนธรรมจีนที่สอดแทรกอยู่กับวัฒนธรรมอื่น ทั้งๆ ที่ทุกประเทศมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แต่เราก็ยังเห็นอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนสอดแทรกอยู่แทบทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เราได้พบเห็นมักจะสังเกตได้ทันทีว่าน่าจะมีที่มาจากวัฒนธรรมจีนเป็นแน่แท้ เช่น การกินเส้น การใช้ตะเกียบ ในญี่ปุ่น กัมพูชา มาเลเซีย สถาปัตยกรรมของเกาหลี เทศกาลเต๊ดในเวียดนาม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพวัฒนธรรมจีนที่สามารถสังเกตได้ชัดในต่างประเทศ แต่ถ้าเราได้เดินทางไปในหลายพื้นที่ของประเทศจีนแล้วก็จะพบว่า ภายใต้ความเป็นเอกภาพนั้น ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างของความเป็นจีนในแต่ละมณฑลอยู่ เรามองเห็นความเป็นจีนสมัยใหม่ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม การแต่งกายและเรื่องอาหารการกินได้ในกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ที่ส่วนใหญ่เป็นจีนฮั่นมาอาศัยอยู่ในเมือง แต่ถ้าไปในมณฑลอื่นๆ ก็จะเห็นความแตกต่างด้านภาษา การแต่งกาย และอาหารการกินไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าเป็นเขตปกครองตนเองที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ก็ยิ่งเห็นอีกมุมหนึ่งของวัฒนธรรมจีนที่อาจแตกต่างไปจากความคุ้นเคยของคนส่วนใหญ่ แต่ทั้งหมดก็ยังสะท้อนความเป็นจีนอยู่ดี ซึ่งก็ช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่า วัฒนธรรมจีนนั้นยิ่งใหญ่และแผ่ขยายไปในวงกว้างทั้งในและนอกประเทศ
จะเห็นได้ว่าเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนนั้น เป็นความหลากหลายภายใต้ความเป็นเอกภาพ ถ้ามองจากอาหารการกินก็ต้องบอกว่าแต่ละมณฑลนั้นอาหารไม่เหมือนกันแต่อร่อยเหมือนกัน หากมองในแง่สถาปัตยกรรมแม้มีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ความยิ่งใหญ่อลังการเหมือนกันเสมอ ภายใต้ความงดงามของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีที่น่าประทับใจ ทำให้เรามองเห็นภูมิปัญญา มองเห็นความประณีต วิจิตรบรรจงซุกซ่อนไว้อย่างแยบยล และคงเป็นเพราะสิ่งนี้เอง ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าไปจีนกี่ครั้งก็ไม่มีทางเบื่อ
การเดินทางเกือบทุกประเทศทั่วโลกของทีมงานโลก 360 องศา ทำให้ได้พบเห็นว่านอกจากวัฒนธรรมจีนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่แผ่กระจายไปเกือบทุกประเทศทั่วโลกเช่นกัน นั่นคือ วัฒนธรรมอินเดีย เรียกง่ายๆ ว่าที่ไหนมี China Town ที่นั่นมักจะมี Little India อยู่คู่กันตลอด ซึ่งน่าจะมีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้วัฒนธรรมอินเดียกระจายและสอดแทรกอยู่ในหลายที่ทั่วโลก ปัจจัยแรก ก็น่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรในอดีต ที่ทำให้วัฒนธรรมอินเดียแผ่อิทธิพลไปหลายประเทศ ปัจจัยที่สอง คือ การเคลื่อนย้ายแรงงานในยุคอาณานิคมทำให้คนอินเดียถูกย้ายไปอยู่ในอีกหลายประเทศทั่วโลก และปัจจัยที่สาม คือ การที่คนอินเดียดิ้นรนและไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลถึงปัจจุบันที่หลายประเทศแม้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแล้ว แต่วัฒนธรรมบางอย่างก็ยังแยกกันไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย อาหารการกิน ดังที่ไทยเราเองก็รับเอาวัฒนธรรมจากอินเดียมาไม่น้อย ตั้งแต่เรื่องของภาษา อาหาร วรรณกรรม พิธีทางศาสนา หรือแม้แต่โยคะที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ ก็มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียเช่นกัน
นอกเหนือจากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ฝังรากและสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมของชาติอื่นตามประวัติศาสตร์แล้ว วัฒนธรรมอินเดียแท้ๆ ยังเดินทางไปทั่วโลกผ่านคนอินเดียรุ่นใหม่ ที่พกพาเอาภาษาพูด เอาวัฒนธรรม อาหารการกิน การแต่งกายติดไปด้วย นอกจากนั้นยังมีหนังอินเดียหรือหนัง Bollywood คอยทำหน้าที่เสมือนสื่อกลางเชื่อมคนอินเดียทั่วโลกให้ใกล้ชิดกับความเป็นอินเดียอยู่ ให้รู้สึกผูกพันกับดินแดนบ้านเกิดอยู่ และแน่นอนว่าเมื่อมีความรู้สึกผูกพันกับวัฒนธรรมของตน ย่อมนำมาซึ่งความต้องการซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีสินค้าจากอินเดียวางขายอยู่แทบทุกที่ทั่วโลกไม่แพ้สินค้าจากจีนเช่นกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยความจงใจหรือเหตุบังเอิญก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าการที่มีวัฒนธรรมแผ่ขยายอยู่ทั่วโลกนั้น มีส่วนทำให้สินค้าจากจีนและอินเดียขยายตลาดไปทั่วโลกเช่นกัน คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าวัฒนธรรมนั่นเอง ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้าง Soft Power อันเป็นแนวคิดสมัยใหม่ในการสร้างอิทธิพลต่อความคิดของสังคมและประชาชน ในประเทศอื่น โดยไม่ต้องบังคับหรือใช้เงิน แต่เป็นการสร้างแรงดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วมแทน จนสามารถส่งผลทำให้ผู้คนยอมรับและรู้สึกคุ้นเคยในวงกว้างทั่วโลก หลังจากนั้นแล้วการผลิตสินค้าหรือบริการอะไรออกไปโอกาสที่จะขายได้ก็เป็นเรื่องง่าย เพียงแค่ใส่ความคิดสร้างสรรค์และมีการตลาดที่แยบยลเข้าไปด้วย ดูตัวอย่างง่ายๆ จากเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้มีวัฒนธรรมเก่าแก่เท่าจีนและอินเดีย แต่ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เสียเงินให้กับสินค้าจากเกาหลีไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร หรือสินค้าอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่น่าซื้อไปทุกสิ่ง
จากตัวอย่างวัฒนธรรมของสองชาติที่แผ่ขยายวงกว้างและแทรกซึมไปในประเทศอื่นๆ ได้อีกนั้น ทำให้รับรู้ได้ว่าต่อให้เราขีดเส้นแดนแบ่งประเทศกันใหม่อีกสักกี่รอบก็ตาม แต่สิ่งที่ขีดเส้นแบ่งกันไม่ได้นั่นคือวัฒนธรรม หรือต่อให้รวบเอากลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างมารวมกันเป็นประเทศ สิ่งที่ยังจะแตกต่างกันก็คือ เรื่องของวัฒนธรรมอยู่ดี อย่างไรก็ตามถึงแม้แต่ละวัฒนธรรมจะมีความแตกต่างกัน แต่เชื่อเหลือเกินว่าคนเราต่างก็มีความชอบไม่เหมือนกัน สำหรับทีมงานโลก 360 องศานั้น วัฒนธรรมที่พวกเราชอบมาก ก็คือ วัฒนธรรมชนเผ่า เหตุผลไม่ใช่เพียงแค่ความแปลกแต่เพราะเรารู้สึกว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่น ชนเผ่าเมารีในนิวซีแลนด์ ชนเผ่าอะบอริจินในออสเตรเลีย ชนเผ่ามาไซในเคนย่า ชนเผ่ามายาในเม็กซิโก เป็นต้น
ความน่าสนใจของวัฒนธรรมชนเผ่าที่เราได้มีโอกาสพบเห็นส่วนใหญ่คือ การคงอยู่ได้ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งการที่วัฒนธรรมจะสามารถคงอยู่ได้นั้น เหล่าบรรดาลูกหลานจะต้องเห็นความสำคัญและช่วยกันธำรงรักษาไว้ แม้ว่าพิธีกรรมบางอย่างอาจไม่ได้รับกับยุคสมัยแต่ก็เป็นประเพณี และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา







