posttoday
Dear Elder… สวัสดีตัวฉันเมื่อยามแก่

Dear Elder… สวัสดีตัวฉันเมื่อยามแก่

17 กุมภาพันธ์ 2561

ช่วงสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสร่วมงานกับ TCDC ในโครงการ Design Impact Program

 โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอเอฟพี 

 ช่วงสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสร่วมงานกับ TCDC ในโครงการ Design Impact Program เป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ประจำปีของ TCDC ที่กะให้มันต่อยอดพัฒนาไปเรื่อยๆ เป็นโครงการที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปีในอนาคต

 ปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกที่ TCDC จัดขึ้น ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ตั้งใหม่คือที่ไปรษณีย์กลาง

 Design Impact Program ปีแรกประเดิมเอาฤกษ์ด้วยหัวข้อเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุ ที่เป็นแนวโน้มของสังคมในอนาคตของโลก ไม่ใช่แค่ของประเทศไทยนะครับ เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเป็นผลพวงมาจากช่วง Baby Boomer ที่อัตราการเกิดสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นภาวะสงครามใหญ่ๆ

 ตอนนี้โลกสงบลง สังคมพัฒนาไปสู่สังคมที่คนไม่นิยมมีลูกมาก เนื่องจากค้นพบว่าการมีลูกนั้น แพงกว่าซื้อการจ่ายประกันชีวิต และยังมีความเสี่ยงสูงในทุกๆ ด้าน

 อย่างเดียวที่เราได้จากการมีลูก ก็คือความสุขตอนที่ได้เลี้ยงพวกเขาตอนเด็กๆ (ฮา)

 TCDC หยิบเอาเรื่องสังคมผู้สูงวัยมาเป็นแกนเรื่องหลักในการหาคนมาช่วยคิดต่อ ว่าในสังคมผู้สูงอายุของคนไทยซึ่งจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีนี้ คนไทยต้องการอะไรและมีนักคิดนักออกแบบคนไหนบ้าง ที่สนใจอยากจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือหรือเปลี่ยนแปลง ให้สังคมของผู้สูงอายุในอนาคตมีทางเลือก มีตัวช่วยและนวัตกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสังคมผู้สูงวัยในอนาคตได้

 ผมสนใจเรื่องความแก่ชราเสมอมา เพราะเป็นคนกลัวตาย ไม่มีลูก และไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นภาระของใครเมื่อเราตาย เลยสนใจจะหาทางออกให้กับตัวเอง ก็เลยส่งไอเดียของเราเข้าไปร่วมประกวดด้วย

 ไอเดียเริ่มแรกของผมมาจากที่ว่า อยากทำพินัยกรรมสำหรับคนที่อยู่ข้างหลังสามารถจัดการได้ เวลาที่เราไม่อยู่และเป็นพินัยกรรมที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ สุดท้ายมันสามารถส่งออกไปได้อัตโนมัติ เมื่อตรวจพบว่าเราเสียชีวิตแล้ว โดยที่เราเองสามารถตั้งเวลาการส่งล่วงหน้า หรือเมื่อรู้ว่าเราเสียชีวิตแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จำได้เลยว่าตอนที่นั่งทำโครงงานนี้ผมใช้เวลาเขียนโครงการนี้ ประมาณครึ่งชั่วโมง ออกมาเป็นพรีเซนเทชั่น 5 แผ่นทำก่อนนอน ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้าได้เข้ารอบจริงๆ แล้วมีโอกาสทำให้มันเป็นจริงได้ก็คงดี

 หลังจากที่รู้แล้วว่าผลงานของผมผ่าน และต้องเริ่มทำงานโปรเจกต์นี้เพื่อพัฒนาออกมาให้เป็นโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้จริง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ก็เข้าสู่กระบวนการพัฒนาความคิด หาข้อมูลเพิ่มและพัฒนาให้ทำได้จริง

 บอกเลยว่าทั้ง 4 ทีมที่เข้ารอบมาด้วยกัน เราทุกคนเหนื่อยกันมาก เนื่องจากทุกคนก็มีไอเดียเป็นเหมือนไอเดียเริ่มแรก และต้องการหาคนมาช่วยพัฒนาต่อ แต่ละสัปดาห์ที่ผ่านไป ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทุกทีม ได้เห็นข้อมูลใหม่ๆ แน่นอนครับมันไม่ได้ง่ายเลย โดยเฉพาะกับคนอายุ 40 กว่าซึ่งมีงานประจำต้องทำทุกวัน

 สิ่งที่ได้จากการหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุในประเทศไทย เอาแค่จากมุมมองเรื่องการทำพินัยกรรมของคนไทย ถือว่ามีน้อยมาก เนื่องจากคนไทยไม่นิยมเขียน ฉะนั้นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควรให้ทันยุคทันสมัย ไม่ต้องพูดถึงพินัยกรรมแบบดิจิทัล ซึ่งในต่างประเทศเริ่มให้การยอมรับและสามารถใช้เป็นหลักฐานหลักในการพิจารณาคดีได้แล้ว

 ข้อกฎหมายมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเหล่านี้เอง ที่ทำผมและทีมต้องหาโซลูชั่นใหม่ โดยมองว่าพินัยกรรมก็เป็นเอกสารอย่างหนึ่ง และคนเราก็วุ่นวายกับการเก็บเอกสารมากมาย ตั้งแต่เอกสารเล็กๆ น้อยๆ อย่างใบรับประกันสินค้า ไปจนถึงเอกสารสำคัญๆ อย่างโฉนดที่ดิน เอกสารเหล่านี้ล้วนจำเป็นในแต่ละช่วงชีวิต ช่วงเวลา และเรามักหาไม่เจอเมื่อจำเป็นต้องใช้

 หากเราสามารถออกแบบบริการสักอย่างที่เอาไว้เก็บเอกสารและสามารถบอกกับผู้ใช้งานได้ว่า เอกสารอะไรบ้างที่คุณต้องใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตก็คงดี เพราะในอนาคต แม้ว่าสังคมเราจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เอกสารเหล่านี้ก็ยังคงมีความจำเป็นและยังคงเป็นกระดาษที่ต้องอาศัยการอ้างอิงและยืนยันตัวตนอยู่ดี (ประเทศไทยยังต้องใช้เวลาอีกมากในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ทันสมัยและเข้าสู่ยุค 4.0 ที่แท้จริง) จนกระทั่งตกผลึกออกมาเป็นแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Life Alert โปรแกรมจัดการเอกสารและให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต

 สิ่งที่ได้จาการทำงานคราวนี้ ก็คือพบว่าประเทศไทย 4.0 นั้นยังมาไม่ถึง รัฐไทยยังตามหลังผู้ประกอบการอยู่มากมายหลายก้าว รัฐยังติดขัดในทุกด้านในการปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับภูมิศาสตร์ดิจิทัลของโลกซึ่งไปไกลมากแล้ว

 ฉะนั้น เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเอื้อต่อสังคมผู้สูงอายุ ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวจากสิ่งที่รัฐสนใจมาก แม้กระทั่งระบบการประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค จะได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้นในการต้องเตรียมตัวและเตรียมพร้อมกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

 ทั้งๆ ที่มีตัวเลขยืนยันมาแล้วว่า ในปี 2020 นี้เองตัวเลขของประชากรวัย 70 ปีจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และในอีกไม่กี่สิบปีถัดมาตัวเลขของคนอายุ 60 ปีก็จะมีมากกว่าคนหนุ่มสาววัยทำงาน ซึ่งสำหรับประเทศที่ยังไม่มี เทคโนโลยีหุ่นยนต์นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร

 มีเรื่องราวอีกมากที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานคราวนี้ โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกสามทีม ซึ่งแต่ละทีมน่าสนใจมากครับ

 ทีมแรกเป็นเรื่องของการจับคู่บ้านของผู้สูงวัยเข้ากับหนุ่มสาววัยทำงาน ที่กำลังมองหาออฟฟิศสำหรับทำงานเพื่อให้เกิดการดูแลกันระหว่างผู้สูงอายุกับคนหนุ่มสาว ชื่อว่า Cohabit ของ พิมพิพัฒน์ ห้องดุลย์

 ทีมถัดมา Nothing 2 Lose, Only 2 Gain ของ วีรธัช พงษ์เรืองเกียรติ ซึ่งทำเครื่องออกกำลังกายเพื่อให้แต้มสำหรับผู้สูงอายุ แต้มนี้คือแต้มที่สามารถใช้แทนเงินเพื่อใช้ซื้อของต่างๆ ได้

 ทีมสุดท้ายเป็นทีมนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อทีม Sintorn7 ทำเรื่องเก้าอี้สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน แต่ละทีมมีมุมที่น่าสนใจ และในความคิดของผม ทุกทีมสามารถนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตของพวกเราในอนาคตที่จะถึงได้จริงๆ

 นิทรรศการนี้เริ่มแล้ว จัดแสดงที่ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง TCDC กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.-29 เม.ย. 2561 เข้าชมได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Designing Impact Program หรือที่ www.tcdc.or.th

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี