posttoday
เหลื่อมล้ำ

เหลื่อมล้ำ

05 กุมภาพันธ์ 2561

อรุณ จิรชวาลาเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเราถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียกับอินเดีย หน่วยงานที่ประกาศผลการจัดอันดับคือ อ็อกแฟม ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มุ่งขจัดปัญหาความยากจน และมีสาขาอยู่ในประเทศไทยด้วย

อรุณ จิรชวาลา

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเราถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียกับอินเดีย หน่วยงานที่ประกาศผลการจัดอันดับคือ อ็อกแฟม ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มุ่งขจัดปัญหาความยากจน และมีสาขาอยู่ในประเทศไทยด้วย

อ็อกแฟมเป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1942 ที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยภารกิจในระยะแรกเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาความอดอยากเป็นหลัก ต่อมามีการปรับบทบาทให้ครอบคลุมมากขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็นอ็อกแฟมในปี 1965 บทบาทดังกล่าวมี 3 ด้าน คือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเน้นการช่วยชีวิตและช่วยแก้ปัญหาวิกฤต ด้านพัฒนา ซึ่งเน้นโครงการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ และด้านรณรงค์สนับสนุน ซึ่งเน้นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมและสิทธิพื้นฐาน

ที่จริงอ็อกแฟมมีรายงานเรื่องความเหลื่อมล้ำในประเทศต่างๆ ทั่วโลกออกมาเป็นประจำทุกปี แต่ในอดีตไม่ได้จุดประกายความสนใจในหมู่คนไทยมากนัก เพราะนอกจากจะไม่ใคร่มีประเด็นที่กระทบเราเป็นพิเศษแล้ว ปฏิบัติการของอ็อกแฟมในประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างเล็ก คือมีกลุ่มคนที่ได้รับความช่วยเหลือเพียงหลักพันเท่านั้น ในขณะที่อีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์กับบังกลาเทศ มีคนได้รับความช่วยเหลือประเทศละหลายแสนคน

ปีนี้นอกจากไทยจะถูกจัดอันดับความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลกแล้ว ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ใน 7 ปีที่ผ่านมา ไทยมีเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มจาก 5 เป็น 28 คน คนรวย 10% แรกมีรายได้มากกว่าคนจน 10% หลัง 35 เท่า คนรวย 10% แรกเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ ยังมีคนไทย 7 ล้านคน หรือประมาณ 10% ที่มีชีวิตความเป็นอยู่ใต้เส้นความยากจน คนงาน 25 ล้านคน หรือ 64% ไม่มีประกันสังคม เกษตรกร 2.2 ล้านคนไม่มีที่ดินทำกิน 40% ไม่มีที่ดินของตัวเอง 37% ไม่มีโฉนดที่ดิน สิทธิด้านสหภาพแรงงานของคนไทยยังห่างไกลจากมาตรฐานสากล และดัชนีชี้วัดความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำของไทยอยู่ในอันดับที่ 122 จากทั้งหมด 155 ประเทศ

ผมมีประเด็นที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้อยู่หลายประเด็น ดังนี้

1.ผมรู้สึกว่าฐานข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ไม่ใคร่แน่น ขาดความชัดเจน และอาจแฝงอคติ ต้องบอกว่ามีคนอื่นเคยวิจารณ์อ็อกแฟมในทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว คือบ่อยครั้งไม่ได้ทำการวิจัยเอง แต่ไปหยิบยกฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่นมาใช้ ทำให้อาจจะไม่ตรงกับเป้าหมายดั้งเดิมมากนัก

ที่ผมคิดว่าอาจเป็นปัญหาประการหนึ่งคือ อ็อกแฟมมีงบประมาณจำกัด และไม่มีอำนาจต่อรองเท่าที่ควรเมื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ในขณะที่เรื่องที่เข้าไปเกี่ยวข้องมีหลากหลาย และกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ยกตัวอย่าง อ็อกแฟมเคยเรียกร้องให้สตาร์บัคส์ให้ความเป็นธรรมกับชาวไร่กาแฟในเอธิโอเปียมากขึ้น และให้ราคาเม็ดกาแฟสูงขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องไกลตัวแล้ว ยังหางบประมาณสนับสนุนได้ยาก

2.หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานเกี่ยวกับดัชนีความพึงพอใจของประชาชน ซึ่งไทยได้อันดับ 1 ทิ้งที่ 2 แบบไม่เห็นฝุ่น ผมจำไม่ได้ว่าหน่วยงานไหนเป็นเจ้าของเรื่อง จำได้เพียงว่า องค์ประกอบหลักคือ อัตราการว่างงาน ซึ่งสถิติเป็นทางการของไทยต่ำมาก ไม่ถึง 1% ในขณะที่ประเทศอื่น ไม่ว่าจะดีแค่ไหน ก็สูงกว่า 1% ด้วยกันทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่า ข้อสรุปของอ็อกแฟมกับดัชนีความพึงพอใจดังกล่าวขัดกันมาก หากการหางานทำในประเทศไทยเป็นเรื่องง่าย อำนาจต่อรองของแรงงานก็คงสูง ซึ่งน่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลง

3.ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยไม่มีความเหลื่อมล้ำในสังคมนะครับ ผมเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง และมีมากกว่าที่ควรด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่น่าจะทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

ตัวผมเคยอยู่ต่างประเทศหลายประเทศ มีความรู้สึกว่า คนไทยมีอิสระในการยกระดับความเป็นอยู่และฐานะทางสังคมของตัวเองไม่น้อย ไม่ว่าจะเกิดมายากจนแค่ไหน ก็มีโอกาสร่ำรวยได้ ต่างจากในอีกหลายประเทศ ชะตาชีวิตของคนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดมาดูโลก โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงแทบจะไม่มี

4.วิธีพูดแบบนักการเมืองพูดง่าย คืออิงหลักสังคมนิยมและหลักรัฐสวัสดิการ เช่น บอกว่ารัฐต้องสร้างระบบการกระจายรายได้ให้กับคนในสังคมอย่างทั่วถึง ไม่ควรเน้นเรื่องความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว

ที่นิยมพูดแบบนี้เพราะโดนใจคนฟังง่ายกว่า และเป็นจำนวนมากกว่า เนื่องจากทุกสังคมย่อมมีคนจนมากกว่าคนรวย

โดยทั่วไป เศรษฐกิจจะเข้มแข็ง และขยายตัวต่อเนื่องได้ จะต้องมีการลงทุน ซึ่งหนีไม่พ้นจะต้องพึ่งพากลุ่มผู้ลงทุนในภาคเอกชน มีตัวอย่างนับไม่ถ้วนที่รัฐพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกำจัดชนชั้นผู้ลงทุน แล้วทำการลงทุนเอง แต่ไม่เป็นผล

แม้แต่ประเทศจีน ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อให้เศรษฐกิจก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ก็ต้องยอมเอาระบบทุนนิยมมาใช้ ยอมให้มีชนชั้นนายทุน ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่หรูหราฟุ่มเฟือยกว่าคนส่วนใหญ่ หากจีนถูกวัดด้วยมาตรฐานของอ็อกแฟม ผลที่ได้ก็น่าจะเป็นความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ

อาจกล่าวได้ว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา นอกจากความเหลื่อมล้ำจะไม่ลดลงแล้ว ยิ่งนับวันอาจยิ่งมากขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะมีเรื่องของระบบทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างสหรัฐ ซึ่งเป็นที่อยู่ของมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกหลายคน ส่วนใหญ่มีที่มาของความร่ำรวยจากธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง และจากการตีราคาในตลาดหุ้น แต่ละคนมีทรัพย์สินสุทธิหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ห่างจากคนยากจนแบบนับไม่ถ้วน

5.การที่รัสเซียติดอันดับสูงสุดด้านความเหลื่อมล้ำเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า แม้แต่ในประเทศคอมมิวนิสต์ ก็มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ครองอำนาจกับคนทั่วไป เพียงแต่ในกรณีนี้ กลุ่มที่ครองอำนาจไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น

6.ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทุกคน รวมทั้งอ็อกแฟม เห็นตรงกันว่า รัฐต้องพยายามให้การศึกษาและให้โอกาสกับประชาชน ต่างกันที่การศึกษาและโอกาสอาจไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง เพราะจะยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่รู้จักใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ แม้แต่ในหมู่คนที่พยายาม ความสำเร็จก็อาจไม่เท่าเทียมกันก็เป็นได้

สำหรับประเทศไทยมีเรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงมากเป็นพิเศษคือ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งให้โอกาสทุกคนเข้าถึงโดยเกือบจะไม่มีขอบเขต ทำให้เกิดการแข่งขันกันให้และรับปริญญา โดยไม่คำนึงว่าผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้และความสามารถเพียงพอหรือไม่

ผมอยากเห็นรัฐบาลทุ่มเทให้กับการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน