posttoday
หนี้เสียเอสเอ็มอีลด

หนี้เสียเอสเอ็มอีลด

06 กุมภาพันธ์ 2561

เอสเอ็มอีเริ่มฟื้น หนี้เสียลด ความเชื่อมั่นด้านรายได้สูงขึ้น แต่กลัวขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดึงดัชนีเชื่อมั่นด้านต้นทุนลดลง

เอสเอ็มอีเริ่มฟื้น หนี้เสียลด ความเชื่อมั่นด้านรายได้สูงขึ้น แต่กลัวขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดึงดัชนีเชื่อมั่นด้านต้นทุนลดลง

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปีนี้มีแนวโน้มปรับ ดีขึ้นมีปัจจัยบวกมากขึ้นจากการค้า ช่องทางออนไลน์ การท่องเที่ยวโต ต่อเนื่อง มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้หนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของทั้งระบบจะทยอยลดลงต่ำกว่า 4% ซึ่งหนี้เสียเอสเอ็มอีได้ผ่านจุดสูงสุด มาแล้ว

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีใน 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีอยู่ที่ 51.9 ลดลงจาก 52.4 จากไตรมาสก่อน โดยความเชื่อมั่นด้านรายได้ 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 62.9 เป็น 65.9 แต่ด้านต้นทุน 3 เดือนข้างหน้า หดตัวลดลงมาอยู่ที่ 37.8 จากระดับ 41.9

"ความกังวลด้านต้นทุนมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น มีต้นทุนแรงงานถึง 22% ของต้นทุนทั้งหมด คาดว่ากำไรสุทธิจะลดลงจากค่าจ้างใหม่ 1% รองลงมาคือภาคการผลิตที่มีสัดส่วนต้นทุนแรงงาน 9% คาดว่ากระทบกำไร 0.3% และภาคการค้าที่มีต้นทุนแรงงาน 5% คาดว่ากระทบกำไร 0.2% เมื่อรวมกับต้นทุนวัตถุดิบอื่น ทำให้ต้นทุนของเอสเอ็มอีปรับสูงขึ้นมาก" นายเบญจรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ดี การขึ้นค่าจ้างจะทำให้กำลังซื้อในประเทศดีขึ้น แต่จะกระตุ้นได้ไม่มาก โดยยังให้การบริโภคโต 3% ไม่เท่าประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ 4.2% เพราะปัจจัยหลักของการบริโภคคือภาคเกษตร หากราคาสินค้าเกษตรไม่ขึ้น การบริโภคในประเทศปีนี้ก็คงจะซบเซาต่อ

ด้าน น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.มีข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ไขปัญหาจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและการแข็งค่าของเงินบาท โดยขอเลื่อนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาปรับประสิทธิภาพและเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน

นอกจากนี้ ขอขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือด้านการลดหย่อนภาษีเอสเอ็มอี 1.15 เท่าออกไปถึงสิ้นปี 2562 จากเดิมที่จะสิ้นสุดมาตรการ สิ้นปีนี้ และลดเงินสมทบที่ผู้ประกอบการส่งออกต้องจ่ายให้กับประกันสังคมจาก 5% ลดอีก 1-3% ในช่วงที่เงินบาทมีความผันผวน รวมทั้งขยายเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นำเข้าเครื่องจักรมาปรับปรุง และนำระบบดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาช่วยในการจัดการธุรกิจ จากเดิม 3 ปี เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น

"จากการที่เงินบาทแข็งค่า 2.85% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้สูญเสียรายได้จาก การส่งออกไปแล้ว 5,000 ล้านบาท และหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง เกรงว่าจะทำให้ยอดการส่งออกของไทยในปีนี้ลดเหลือแค่ 3.5% จากเป้าเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 5.5%" น.ส.กัณญภัค กล่าว

นายชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการ สรท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับ ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น และการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำหลักๆ มีอยู่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกข้าว กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์แปรรูป มันสำปะหลัง และกลุ่มไก่สดแช่แข็งและแปรรูป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์