posttoday
เร่งปลดล็อก เบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจ กันเศรษฐกิจชะลอ

เร่งปลดล็อก เบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจ กันเศรษฐกิจชะลอ

04 กุมภาพันธ์ 2561

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปการจัดซื้อของประเทศครั้งสำคัญ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใส เป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปการจัดซื้อของประเทศครั้งสำคัญ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใส เป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเริ่มใช้กฎหมายใหม่เกิดปัญหา หน่วยงานต่างๆ ยังคงมีความกังวลบางประการเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้เร่งสร้างความเข้าใจ เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงผลักดันให้ผลการเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมาย

ที่ผ่านมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ปลดล็อกปัญหาการเบิกจ่ายในส่วนของการกำหนดวิธีจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา การอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐที่มีความจำเป็นต้องเช่าหรือจ้างต่อเนื่องหลังจากสัญญาเดิมให้มีผลย้อนหลังได้ การกำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในกรณีต่างๆ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ที่ผ่านมา

แต่ประเด็นสำคัญ พบว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ทำให้รัฐวิสาหกิจ 33 แห่ง มีปัญหาไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการในเชิงพาณิชย์ได้ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างเกิดการสะดุด เช่น บริษัท ปตท. การบินไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที ธนาคารกรุงไทย รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่ง อื่นๆ ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุด

ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานที่มีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน เร่งหาทางผ่าทางตันการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจเป็นการด่วน โดยอยู่ภายใต้หลักการ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีเงื่อนไขการประกวดราคาที่เปิดกว้างเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่ทำขึ้น

โดยในเดือน ธ.ค. 2560 กระทรวงการคลังได้ปลดล็อกการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจไป 10 แห่ง เห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายขยายตัวได้ต่อเนื่อง จนกระทรวงการคลังประมาณการล่าสุดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4%

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า การเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของรัฐวิสาหกิจเติบโตต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน โดยขยายตัวเฉลี่ย 10.4% ในช่วงปี 2558-2560 ทั้งนี้จากเครื่องชี้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2560 รัฐวิสาหกิจ 45 แห่งที่ สคร.กำกับดูแล มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเติบโตประมาณ 8.6% ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ล่าสุดกระทรวงการคลังได้ปลดล็อกการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจอีก 17 แห่ง โดย สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุว่า การเร่งพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหรือระเบียบในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้รัฐวิสาหกิจสามารถปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างมั่นใจ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม การเร่งปลดล็อกปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เป้าหมายสำคัญคือการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 ที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.2% ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.1% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าจะขยายตัวได้ในระดับสูงเช่นเดียวกัน เพระหากการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจสะดุด การขยายตัวเศรษฐกิจย่อมมีปัญหา เพราะในปี 2561 รัฐวิสาหกิจรวมทั้งบริษัทลูกมีงบลงทุนที่อยู่ในแผนเร่งเบิกจ่าย 7 แสนล้านบาท มากกว่างบลงทุนของส่วนราชการที่มีอยู่ 5-6 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งเรียกประชุมติดตามการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจเป็นการด่วนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2561 เพราะการใช้จ่ายภาครัฐถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้

การเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจมีช่วยดันเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีอย่างมาก แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาภาคเอกชนไม่ยอมลงทุน เพราะยังไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการลงทุนในปี 2559 ได้หักลดหย่อน 2 เท่า แต่มีนักลงทุนใช้สิทธิ 4 หมื่นล้านบาท และการลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวได้แค่ 0.8% เท่านั้น แต่ในปี 2560 รัฐบาลให้มาตรการลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เริ่มมีนักลงทุนมาใช้สิทธิมากขึ้น ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจในปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 4%

อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจปี 2561 แม้ว่าปัจจัยต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกขยายตัวได้กว่าที่คาด การบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวจากการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ด้านเศรษฐกิจฐานรากรัฐบาลก็ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของปีนี้ มีการเร่งแจกสวัสดิการ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

ด้านการลงทุนภาคเอกชนรัฐบาลก็มีธงสำคัญ โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะดึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็ยังเป็นช่วงเริ่มต้น กฎหมายยังไม่ออกมามีผลบังคับอย่างเป็นทางการ จึงยังทำให้นักลงทุนยังไม่มาลงทุนเต็มที่

ดังนั้น การเร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจที่เคยทำได้ดีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนสำคัญในปี 2561 มีการปลดล็อกเร่งลงทุน เพราะรัฐบาลเชื่อว่าอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึง 5% จากที่ประมาณการไว้ 4.2%

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังสั่งให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ตามเป้าหมายทุกเดือน ไม่ให้ไปกระจุกตัวในช่วงท้ายปี โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังเบิกจ่ายล่าช้าก็ต้องเร่งให้ได้ตามเป้าหมาย เพราะเป็นตัวชี้วัดการทำงานผู้บริหารสูงสุด หรือซีอีโอของรัฐวิสาหกิจที่สำคัญที่ต้องรับผิดชอบ

ขณะเดียวกันยังให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ให้ได้ 95% ของงบลงทุน เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยในปี 2560 คาดว่าจะเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 80% แม้ว่าสูงแต่ก็ต่ำกว่าเป้าหมายที่ ครม.กำหนดไว้

ทั้งหมดเป็นมาตรการที่รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายการลงทุนรัฐวิสาหกิจ เพื่อดันเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวให้สูงมากที่สุด โดยช่วยทั้งการปลดล็อกแก้ปัญหาติดขัดจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่ และใช้ไม้แข็งกดดันให้ซีอีโอรัฐวิสาหกิจเร่งทำงานดันเบิกจ่ายงบลงกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา n

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน