
ไม่ศักดิ์สิทธิ์
นันทิยา วรเพชรายุทธการอ่านคำพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ต่อ "อีแจยอง" (Jay Y. Lee) รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวานนี้ กลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ทำให้สาธารณชนเกิดปฏิกิริยากันไปทั้งเกาหลีใต้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
การอ่านคำพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ต่อ "อีแจยอง" (Jay Y. Lee) รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวานนี้ กลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ทำให้สาธารณชนเกิดปฏิกิริยากันไปทั้งเกาหลีใต้
ก่อนหน้านี้ ทายาทสายตรงรุ่นที่ 3 ของซัมซุง ถูกศาลชั้นต้นตัดสินมาแล้วว่ามีความผิดจริงในหลายข้อหาที่เกี่ยวกับคดีทุจริตคอร์รัปชั่น อันพัวพันไปถึงอดีตประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ จนโดนถอดถอนออกจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ โดย อีแจยอง ถูกตัดสินจำคุกนาน 5 ปี ในความ ผิดหลายกระทง อาทิ ติดสินบน ยักยอก ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และให้การเท็จ
หลังจบคดีในศาลชั้นต้นเมื่อ เดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา ฝ่ายจำเลยขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ฝ่ายอัยการเองก็ต้องการขอให้เพิ่มโทษเป็นจำคุก 12 ปี ตามที่เสนอศาลชั้นต้นไปก่อนหน้านี้เช่นกัน
แม้เส้นทางการเมืองของปาร์กจะจบลงไปแล้วอย่างพ่ายแพ้ราบคาบ แต่คดีของซัมซุงยังไม่จบและเป็นที่จับจ้องจากทั้งในและต่างประเทศว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ มุนแจอิน จะสามารถใช้โมเมนตัมที่กำลังมาแรงจากคดีของปาร์ก เดินหน้าผลักดันการปฏิรูปกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ หรือ "แชโบล" ได้จริงอย่างที่พูดหาเสียงเอาไว้หรือไม่
คดีของ อีแจยอง ถูกคาดหวังเอาไว้มากก่อนหน้านี้ เพราะนอกจากจะเป็นทายาทสายตรงของแชโบลใหญ่สุดอันดับ 1 ในประเทศแล้ว ท่าทีของรัฐที่มีต่อบอสรายนี้ก็ยังเป็นไปอย่างขึงขัง โดย อีแจยอง ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ก่อนที่จะมีคำตัดสินของศาลชั้นต้นออกมา รวมเวลาที่อยู่ในสถานที่ควบคุมตัวและเรือนจำทั้งหมดก็เกือบ 1 ปีเต็มพอดี ซึ่งน้อยครั้งที่จะมีบอสแชโบลคนไหนถูกจำคุกหรือควบคุมตัวจริงๆ เพราะส่วนใหญ่มักจบลงที่การรอลงอาญา หรือไม่ก็อภัยโทษตามมาในเวลาไม่นาน ซึ่งในจำนวนนี้ก็รวมถึง อีกุนฮี พ่อของรองประธานคนนี้เองด้วย
การที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง พร้อมให้รอลงอาญาโดยปล่อยตัวไปเมื่อวานนี้ จึงถูกสังคมตั้งคำถามว่าการปฏิรูปแชโบลจะมาได้แค่นี้หรือไม่
สื่อท้องถิ่นอย่างสำนักข่าวยอนฮับ ไม่ได้ให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนหรือเห็นแย้ง แต่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเกาหลีใต้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป จนถึงกลุ่มขับเคลื่อนทางสังคม และนักการเมือง ต่างก็มีความเห็นแตกแยกกันหนักในเคสนี้
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าคำตัดสินเช่นนี้สมเหตุสมผลแล้ว และจะช่วยให้ซัมซุงที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้เดินหน้าได้ต่ออย่างเต็มกำลัง โดยบางคนมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่ปล่อยให้บอสซัมซุงกลับไปปฏิรูปภายในองค์กรตนเองอย่างจริงจังตามมา
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแชโบลมีอิทธิพลเหนือรัฐและกฎหมาย ซึ่งจะแตกต่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือหากผู้กระทำความผิดนั้นเป็นเพียงคนธรรมดา และทำให้หลายฝ่ายผิดหวังกับ มุนแจอิน ที่ขึ้นมาด้วยคะแนนเสียงนิยมอันท่วมท้นในช่วงแรก พร้อมให้ความหวังเรื่องการปฏิรูปประเทศไปข้างหน้า
แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นอีกครั้งที่สังคมได้เห็นว่าบทลงโทษของคนระดับผู้นำแชโบลจบลงซ้ำรอยด้วยการรอลงอาญาอีกครั้ง และอาจทำให้ความหวังที่จะเห็นการปฏิรูปต้องค่อยๆ เงียบหายไปกับสายลมอีกครั้งในวันที่ เศรษฐกิจปากท้องเริ่มดีขึ้น และทุกคนก็แยกย้ายกลับไปก้มหน้าทำมาหากินกันเหมือนเดิม n







