posttoday
ตื่นเงินเฟ้อคืนชีพ ปลุกหุ้นปรับฐานใหญ่

ตื่นเงินเฟ้อคืนชีพ ปลุกหุ้นปรับฐานใหญ่

04 กุมภาพันธ์ 2561

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารชื่อดังหลายแห่งออกมาเตือนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดการ "ปรับฐาน" ภายในปี 2018 นี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและต้นสัปดาห์นี้ ก็ยิ่งตอกย้ำคาดการณ์ดังกล่าวให้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สมมติฐานอีกต่อไป

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารชื่อดังหลายแห่งออกมาเตือนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดการ "ปรับฐาน" ภายในปี 2018 นี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและต้นสัปดาห์นี้ ก็ยิ่งตอกย้ำคาดการณ์ดังกล่าวให้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สมมติฐานอีกต่อไป

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ดิ่งลงมากกว่า 666 จุด ปิดสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดของตลาดทุนนับตั้งแต่การทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร เมื่อกลางปี 2016 ก่อนที่ตลาดฝั่งเอเชียจะเปิดสัปดาห์มาร่วงลงไปตาม โดยดัชนี นิกเกอิ 225 ปิดตลาดวันที่ 5 ก.พ.ในแดนลบ 2.55% หรือเป็นการปรับลด ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2016 และปิดตัวต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. ส่วนด้านยุโรป เปิดตลาด เมื่อวานนี้มาดัชนียูโรสต็อกซ์ 600 ร่วงลง 1.1%

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอย่างหนัก จนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา ปรับขึ้นจากระดับ 2.4% เมื่อตอนเปิดปี 2018 นี้ เป็น 2.858% หรือสูงสุดนับตั้งแต่ ปี 2014 ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียเองก็ปรับขึ้นแตะจุดสูงสุดตั้งแต่เดือน มี.ค. 2017

พันธบัตรรัฐบาลมักเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งที่ได้รับเลือกเป็นผู้โชคดีโดนเทขายเป็นสิ่งแรกเมื่อ "อัตราเงินเฟ้อ" เริ่มกลับมา เพราะเม็ดเงินที่ได้รับกลับมาจากการลงทุนระยะยาวจะไม่คุ้มค่าเมื่อราคาสินค้าที่แพงขึ้น

การกลับมาของอัตราเงินเฟ้อเด่นชัดที่สุดในสหรัฐ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้นำ เทรนด์การขึ้นดอกเบี้ยของโลกใน ขณะนี้ เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อ วันที่ 30-31 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เงินเฟ้อของสหรัฐอาจจะขึ้นไปถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2% ภายในปีนี้ และแม้ในปัจจุบันจะยังขยับไปไม่ถึงเป้า และอยู่ที่ 1.7% เมื่อเดือน ธ.ค. แต่เงินเฟ้อก็อยู่ในช่วงขาขึ้น ไม่ใช่ช่วงหดตัว

ขณะที่ฝั่งยุโรป แม้ความ ไม่แน่นอนทางการเมืองจะเป็นปัจจัยใหญ่ที่กดดันให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้น โดยเศรษฐกิจพี่ใหญ่ ของยุโรปอย่างเยอรมนี ยัง ไม่สามารถเจรจาจัดตั้งรัฐบาลได้แม้ล่วงกำหนดเส้นตายมาแล้ว และยังไม่มีรัฐบาลนับตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขเงินเฟ้อก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน

แม้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเบื้องต้นในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จะโตเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน และต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2017 แต่เป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตั้งเอาไว้กว้างๆ อยู่ที่ใกล้เคียงกับ 2% และเศรษฐกิจก็มีแนวโน้ม จะเติบโตได้ 2.2% ในปีนี้ ตาม คาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำให้ยังคงเกิดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนจะยังคงฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับ ที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ที่ระบุว่า มีโอกาสน้อยที่อีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ย ในปีนี้

การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุน ในการกู้ยืมของภาคเอกชนปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของเอกชน หลังในปีที่แล้วผลประกอบการที่สดใสเป็นส่วนหนึ่ง ที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้าไปลงทุน ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยและผลตอบแทนบอนด์ที่เพิ่มขึ้นยังกดความสามารถ ในการชำระหนี้ของภาคเอกชนด้วย เช่นกัน

ศักยภาพในการชำระหนี้ที่น่ากังวลทำให้เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ ออกโรงเตือนว่า ในปีนี้อาจได้เห็นธุรกิจ "ผิดนัดชำระหนี้" เพิ่มขึ้น หลังสิ้นสุดยุคเงินง่าย และจากกู้ยืมในช่วงดอกเบี้ยต่ำที่ผ่านมาทำให้จำนวนบริษัทที่มีหนี้ท่วมสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินยากจะปล่อยเงินกู้ใหม่ โดยบริษัทที่มีหนี้ในระดับสูงมีมากถึง 37% จากเอกชน 1.3 หมื่นแห่งทั่วโลก เมื่อปลายปี 2017 เมื่อเทียบกับ 32% ในปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เอสแอนด์พี ยังเปิดเผยด้วยว่า หนี้ของภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ยังเติบโตขึ้น 15% ระหว่างปี 2011-2017 อีกด้วย และอยู่ที่ 96% ของขนาดเศรษฐกิจโลก

ในปัจจุบันยังยากจะบอกว่าการปรับฐานสิ้นสุดแล้วหรือยัง หรือจะ เดินหน้าไปต่อไปแค่ไหน โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารชื่อดังหลายแห่งได้แสดงทัศนะเอาไว้ก่อนหน้าที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว

หนึ่งในนั้นคือ ปีเตอร์ ออปเพน เฮเมอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หลักทรัพย์ของโกลด์แมน แซคส์ ที่เปิดเผยเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะเกิดการปรับฐานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งค่าเฉลี่ยเมื่อเกิดการปรับฐานในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังร้อนแรกอยู่ที่ราว 13% ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ขณะที่จะใช้เวลาแค่เพียง 4 เดือนฟื้นกลับขึ้นมาสู่จุดเดือน

อีกคนที่ออกโรงเตือนถึงการปรับฐานมาก่อนคือ เบิร์นฮาร์ด โฮดเลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของจูเลียสแบร์ ธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ โดยโฮดเลอร์ เปิดเผยคาดการณ์ ผ่านสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า การปรับฐานอาจทำให้ราคาหลักทรัพย์ รูดลง 5-15% ภายใน ปี 2018 นี้

ขณะที่ โอลิเวอร์ เบท ซีอีโอ จากบริษัทอลิอันซ์ ก็คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การปรับฐานจะเกิดขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน โดยที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มสดใส ทำให้หุ้นยังคงปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นกลายเป็นที่ที่อันตรายอย่างมาก

"ที่คุณไม่เห็นว่าจะเกิดการปรับฐานนั้น เป็นเพราะมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล และความเสี่ยงด้านเครดิตก็ดูเหมือนจะหายไปแล้ว อันที่จริง ความเสี่ยงไม่ได้หายไปเลย ซึ่งพวกเราก็รู้ และพวกเราควรเตรียมพร้อมเพื่อรับการปรับฐานครั้งต่อไป" เบท เปิดเผยภายในงานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิกฟอรัม (WEF) เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา

ความผันผวนของตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยดัชนี VIX ซึ่งวัดความผันผวนในตลาด ปรับขึ้นถึง 30% เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน และปรับขึ้นจากระดับ 13 จุดเมื่อปลายเดือน ม.ค. มาเป็นระดับ 17 จุดในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ตลาดหุ้นจะเดินไปในทิศทางใด ต้องจับตาดูสัปดาห์นี้ให้ดี n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท