posttoday
‘บิ๊กตู่’ ไม่เชือด ‘บิ๊กป้อม’ เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

‘บิ๊กตู่’ ไม่เชือด ‘บิ๊กป้อม’ เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

01 กุมภาพันธ์ 2561

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ ก้าวเข้าสู่เดือน ก.พ. เดือนที่สองของปี ยังไม่เห็นทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน ก.พ. เดือนที่สองของปี ยังไม่เห็นทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังเป็นจุดอ่อนของทีมรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัด

ช่วงขาลงของ พล.อ.ประวิตร นั้นได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้ามา ทำหน้าที่รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นใน ทำนองว่ายังไม่ต้องการให้เกิดการ ใช้เสรีภาพของประชาชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะมีผล กระทบต่อรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากมาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังฝ่ายตรงข้าม ภายใต้ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามการชุมนุมเกิน 5 คน หรือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในหลายข้อหา

จนมาถึงการถูกเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการไปประชุมต่างประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมและเกินความจำเป็นหรือไม่ ตามมาด้วยการแสดงท่าทีในลักษณะต่อการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมต่อ พล.อ.ประวิตร อย่างรุนแรง ยังดีที่ในกรณีหลังมีการออกมาขอโทษ จึงทำให้น้ำที่เชี่ยวมีความนิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าจุดพีกที่สุดในเวลานี้ของ พล.อ.ประวิตร ต้องยกให้กับประเด็น "นาฬิกาหรู" จุดเริ่มของประเด็นมาจากการยกมือ บังแดดของรองนายกฯ ในวันถ่ายรูปหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพียงแค่รูปนาฬิกาใต้แขนเสื้อเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่านำไปสู่การขยายความตามมาไม่เว้นแม้แต่ละวัน

เรื่องนี้จะไม่เป็นประเด็นเลย หากนาฬิกาดังกล่าวอยู่ในรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เมื่อไม่ได้เป็น เช่นนั้น จึงก่อให้เกิดคำถามว่าแบบนี้ พล.อ.ประวิตร จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

แผลที่ของ พล.อ.ประวิตร ถูกขยายนั้นไม่ได้มาจากการแสดงท่าที ต่อเรื่องดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากท่าทีของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ "ป.ป.ช." ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวปกป้อง พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ชัดเจน ทั้งการบอกว่า "เป็นเรื่องส่วนตัว" "ขอให้ลดราวาศอก" ส่วน ป.ป.ช.ซึ่งถูกจับตาอยู่แล้วในฐานะมีประธานชื่อ "พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ" ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน ปรากฏว่า ป.ป.ช.พยายามจะเลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้

แม้ในเวลาต่อมาประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัวจากการตรวจสอบคดีนี้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.พยายามใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตกต่ำไปอีก

การพยายามไม่แก้ปัญหาด้วยการกำจัดจุดอ่อนของรัฐบาลออกไป นำมาซึ่งการผลักมิตรไปเป็นศัตรู มากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 40 สว. หรือกลุ่มนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่เคย ต่อต้านฝ่ายการเมืองและสนับสนุน คสช.มาก่อน พอมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร แดงออกมา จึงเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัดการเรื่องนี้ด้วยการปรับ พล.อ.ประวิตร ออกจากรัฐบาลเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในทางการเมือง

แต่มาถึงเวลานี้ยังไม่มีกระแสตอบรับจากผู้นำรัฐบาลแม้แต่น้อย

ล่าสุด มีเพียงการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่พร้อมจะลงจากตำแหน่ง หากประชาชนไม่ต้องการ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ระหว่างงานเลี้ยง ปีใหม่ร่วมกับข้าราชการกระทรวงกลาโหมและผู้สื่อข่าวสายทหาร

"ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกัน กับสื่อ และการที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้อง ว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆ ก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมือง อยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่าอยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปีได้ทำอะไรไว้บ้าง" ความในใจจาก พล.อ.ประวิตร

พิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการถอดใจเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดเรื่องการออกจากตำแหน่งมาก่อน แต่มาครั้งนี้กลับพูดเรื่องลาออกต่อสื่อมวลชน จึงทำให้เกิดคำถามว่าทหารผู้มากบารมีใน คสช.นายนี้จะถอดใจหรือไม่

ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ลึกๆ แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็น่าจะล้ากับการต่อสู้กับแรงต่อต้านเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เปรยเรื่องการทิ้งเก้าอี้อย่างนั้น แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว การมี พล.อ.ประวิตร ไว้ในรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

หาก พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมช่วยเกื้อหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มพูนบารมีทางการเมืองได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประวิตร นั้นมากบารมีและ คอนเนกชั่นทางการเมืองขนาดไหน เรียกได้ว่า เลือดบูรพาพยัคฆ์ย่อม เข้มข้นกว่าสิ่งอื่นใด

ทว่าการให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลกลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองมากขึ้นไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และในเวลานี้กระแสต่อต้านจากโลกออนไลน์เริ่มปรากฏมาอยู่ในโลกของความจริงแล้ว

แม้จะเป็นกระแสต้านที่เริ่มจากจุดเล็กๆ พลังยังไม่มากพอที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในเร็ววันนี้ แต่มองย้อนกลับไปในอดีต จุดจบของรัฐบาล ก็ต่างมาจากสิ่งที่เรียกว่าจุดเล็กๆ แทบทั้งสิ้น n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท