
ลุยแผนลดก๊าซเรือนกระจก ไทยเสี่ยงติดอันดับโลก
เอกชัย จั่นทองคำมั่นของประเทศไทยที่ประกาศไว้กลางเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 70 (UNGA70) ปี 2558 ที่สหรัฐอเมริกา ต่อเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติภายในปี 2573 เป็นความท้าทายจะต้องทำให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อสอดรับกับความร่วมมือนานาประเทศในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส
เอกชัย จั่นทอง
คำมั่นของประเทศไทยที่ประกาศไว้กลางเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 70 (UNGA70) ปี 2558 ที่สหรัฐอเมริกา ต่อเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติภายในปี 2573 เป็นความท้าทายจะต้องทำให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อสอดรับกับความร่วมมือนานาประเทศในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส
รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เผยสถานการณ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 22 ของโลกที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 0.8% โดยต้นตอการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น พบข้อมูลปี 2556 (ค.ศ. 2013) ว่ามี การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 300 ล้านตันเศษ แยกเป็นภาคพลังงานและ ขนส่ง 75% ถัดมาภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ 16% ภาคอุตสาหกรรม 6% และภาคขยะของเสีย น้ำเสีย 3.7%
เลขาธิการ สผ. ยังบอกว่า การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ภายในปี 2563 คือการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action : NAMA) ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7-20% ในภาคพลังงานและภาคการขนส่ง ภายในปี 2563 และในช่วงปี 2558 พบว่าประเทศไทยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ 11% ถือว่าทำได้ตามเป้าหมาย
ล่าสุดได้มีการกำหนดการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) โดยกำหนด เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่ 20-25% จากกรณี ดำเนินการปกติ ภายในปี 2573 โดย สผ.ได้ทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 ใน 3 สาขาหลักที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ ได้แก่ 1.สาขาพลังงานและขนส่ง ที่ต้องดำเนินการ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพรถยนต์ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ พลังงานทดแทน ฯลฯ จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 20.4%
2.สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ดำเนินการตาม 2 มาตรการหลักคือ การใช้วัสดุแทนปูนเม็ด และการปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น จะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 0.1% และ 3.สาขาการจัดการของเสีย ต้องดำเนินการตาม 4 มาตรการหลัก 1.การจัดการขยะ 2.น้ำเสีย 3.ก๊าซมีเทน และ 4.อุตสาหกรรม จะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 0.3% และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม เท่ากับว่าเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วนจะเท่ากับ 20.8%
ขณะเดียวกัน รวีวรรณ มองว่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศนั้นสำคัญและต้องใส่ใจอย่างมาก หลังจากองค์กร German Watch ได้จัด ดัชนีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลปรากฏว่าประเทศไทยอยู่โซนสีแดง ติด 1 ใน 10 ของโลก นั่นหมายถึงประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่เปราะบางเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วม การเกษตร ฯลฯ ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะ จะสะท้อนไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของ สังคม
ไม่ต่างจาก ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวเสริมแนวทางการทำงานร่วมกับ สผ.ว่า ได้พัฒนากลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการ T-VER และโครงการ LESS เป็นต้น
รวมถึงพัฒนาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการดำเนินกิจกรรมสนับ สนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การ ติดฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) การซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับท้องถิ่น รวมถึง การเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก
ผู้อำนวยการ อบก. ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยศูนย์วิชาการนานาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ CITC รวมถึงภารกิจในการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับนโยบาย ร่วมกับ สผ. และหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับภาคการผลิตไฟฟ้า กฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจงแนวทางการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกว่า กฟผ.จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน และส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งพัฒนาโครงข่ายให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ โดยจัดทำแผนหรือยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการออกแบบโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในแบบวิถีคาร์บอนต่ำ อาทิ อาคารอนุรักษ์พลังงาน ระบบเชื่อมต่อขนส่งมวลชน การงดการใช้ ถุงพลาสติก หรือการช่วยกันปลูกต้นไม้
การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้เกิดผลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน เริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ท้ายที่สุด กฟผ.ต้องสนับสนุนมาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในครัวเรือนให้เกิดประโยชน์ และมีศักยภาพในการดำเนินการตามแผนที่จะนำทางไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย







