
ควันหลงจากจันทรุปราคา
จันทรุปราคาเต็มดวงเมื่อคืนวันพุธที่ 31 ม.ค. 2561ซึ่งเป็นจันทรุปราคาครั้งแรกของปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด
จันทรุปราคาเต็มดวงเมื่อคืนวันพุธที่ 31 ม.ค. 2561ซึ่งเป็นจันทรุปราคาครั้งแรกของปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสามารถสังเกตเห็นได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ เชื่อว่าหลายคนมีโอกาสเห็นด้วยตาของตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดที่ไม่มีเมฆฝนรบกวน เป็นจันทรุปราคาเต็มดวงที่สว่างปานกลาง ไม่มืดมากและไม่สว่างมาก
ผู้เขียนสังเกตว่าสีของดวงจันทร์ขณะถูกเงาโลกบังหมดดวงเมื่อดูด้วยตาเปล่าเป็นสีแดงคล้ำผสมกับสีชมพู ไม่ได้ออกไปทางแดงสดหรือสีส้มแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับที่เห็นในภาพถ่าย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเก็บสีได้ดีกว่าตามนุษย์ โดยขณะบังเต็มที่ ด้านทิศใต้หรือขวามือของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับระนาบขอบฟ้าทิศตะวันออกมีความสว่างมากกว่าอีกด้านหนึ่งตามที่ได้คาดการณ์ไว้
จันทรุปราคาครั้งนี้มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ซึ่งถูกเผยแพร่กันมาก โดยระบุว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบ 152 ปี ครั้งที่แล้วเกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 หรืออีก 152 ปี ถึงจะมีโอกาสเห็นได้อีก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนหรือความเข้าใจผิดนี้เริ่มต้นจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนมากเราก็มักจะอ้างอิงข้อมูลมาจากที่นั่น แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลบางอย่างไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทย หรือเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเมื่อนำมาใช้ในบริบทของประเทศไทย
จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ถูกเรียกว่าซูเปอร์บลูบลัดมูน (Super blue blood moon) ด้วยเพราะเกิดเหตุการณ์ 3 อย่างพร้อมกัน คือ ซูเปอร์มูน (Supermoon) ที่หมายถึงดวงจันทร์เต็มดวง (หรือจันทร์ดับ) ขณะโคจรอยู่บริเวณจุดใกล้ที่สุดในวงโคจรรูปวงรีรอบโลก ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย บลูมูน (Blue moon) ที่หมายถึงจันทร์เพ็ญครั้งที่สองของเดือน และบลัดมูน (Blood moon) ที่หมายถึงจันทรุปราคาเต็มดวง
ก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ สื่อในสหรัฐอเมริกายกประเด็นว่าจันทรุปราคาเต็มดวงพร้อมกับบลูมูนเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 1866 หรือ 152 ปีก่อน ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศไทยจะตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาไม่มีเหตุการณ์ลักษณะนี้จนกระทั่งถึงวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา
ข้อมูลข้างต้นนี้ใช้ไม่ได้สำหรับประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ จันทรุปราคาเต็มดวงที่เกิดพร้อมบลูมูนเคยเห็นได้ในประเทศไทยเมื่อค่ำวันที่ 30 ธ.ค. 2525 โดยจันทร์เพ็ญครั้งแรกของเดือน ธ.ค.ปีนั้นเกิดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2525 เวลา 07.21 น. ถามว่าทำไมจันทรุปราคาในวันที่ 30 ธ.ค. 2525 ถึงไม่เป็นบลูมูนสำหรับคนอเมริกัน คำตอบคือเพราะเมื่อแปลงเวลาจันทร์เพ็ญครั้งแรกของเดือน ธ.ค. 2525 ของประเทศไทยไปเป็นเวลาในสหรัฐอเมริกา จันทร์เพ็ญครั้งนี้ถอยไปอยู่ในเวลาหัวค่ำของคืนวันที่ 30 พ.ย. ตามเขตเวลาตะวันออกของสหรัฐ จันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 30 ธ.ค. จึงไม่ใช่จันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 แต่เป็นจันทร์เพ็ญครั้งเดียวของเดือน ธ.ค.ในปีนั้นสำหรับคนอเมริกัน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสับสนเกี่ยวกับเหตุการณ์ 3 อย่าง ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันที่เรียกว่าซูเปอร์บลูบลัดมูน ข้อเท็จจริงคือจันทรุปราคาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 1866 เป็นเฉพาะบลูมูนและบลัดมูนเท่านั้น ไม่ใช่ซูเปอร์มูน หากถามว่าซูเปอร์บลูบลัดมูน คือ จันทรุปราคาเต็มดวงที่ใกล้โลกและเกิดในคืนดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน เกิดขึ้นครั้งก่อนและครั้งถัดไปเมื่อใด คำตอบคือ ก่อนปี 2561 มีเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2506 และ 30 ธ.ค. 2525 ส่วนครั้งถัดไปคือวันที่ 31 ม.ค. 2580 (อีก 19 ปี นับจากนี้) ซึ่งจันทรุปราคาเต็มดวงทั้ง 4 ครั้ง (รวมวันที่ 31 ม.ค. 2561) สามารถเห็นได้ในประเทศไทยทั้งหมด
กรณีที่เป็นจันทรุปราคาเต็มดวงพร้อมกับซูเปอร์มูน ครั้งถัดไปคือวันที่ 21 ม.ค. 2562 (ไม่เห็นในประเทศไทย) ถัดไปอีกครั้งหนึ่ง คือ 26 พ.ค. 2564 ประเทศไทยเห็นได้ในช่วงท้ายของปรากฏการณ์ ขณะเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลาหัวค่ำ โดยจันทรุปราคาเต็มดวงสิ้นสุดลงก่อนดวงจันทร์ขึ้นที่ประเทศไทย
กรณีที่เป็นจันทรุปราคาเต็มดวงพร้อมกับบลูมูน ครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 31 ธ.ค. 2571 ซึ่งครั้งนี้น่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย เพราะว่าเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในช่วงที่กำลังนับถอยหลังเข้าสู่ปี 2572 (บังหมดดวงระหว่างเวลา 23.16-00.28 น.)
หากไม่เจาะจงเงื่อนไขว่าต้องเป็นบลูมูนหรือซูเปอร์มูนด้วย จันทรุปราคาเต็มดวงเป็นปรากฏการณ์ที่เราสามารถเห็นได้หลายครั้งในช่วงชีวิตหนึ่ง ไม่ใช่เหตุการณ์ที่หายากเกินไปนัก บางครั้งอาจเห็นติดๆ กัน หรือเว้นระยะไม่กี่ปีก็จะมีโอกาสเห็นได้อีก จะไม่เห็นก็ต่อเมื่อมีเมฆบังเท่านั้น
ปีนี้คนไทยก็มีโอกาสเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้อีกครั้งในคืนวันที่ 27 เข้าสู่เช้ามืดวันที่ 28 ก.ค. 2561 หลังจากนั้นจะเว้นระยะค่อนข้างนาน โดยมีจันทรุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้ในประเทศไทยในวันที่ 8 พ.ย. 2565 และ 7 ก.ย. 2568 อุปราคาที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เว้นระยะนานเป็นหลายสิบปี จึงจะเห็นได้สำหรับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบนผิวโลกคือสุริยุปราคาเต็มดวงและสุริยุปราคาวงแหวน เพราะเงามืดของดวงจันทร์มีขนาดเล็กเมื่อสัมผัสกับผิวโลก บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงและวงแหวนจึงแคบมากในการเกิดแต่ละครั้ง
สุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังมืดมิดหมดทั้งดวงครั้งล่าสุดที่เห็นในประเทศไทยเกิดเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2538 แนวคราสเต็มดวงผ่านหลายจังหวัด เช่น ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว ก่อให้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนานเกือบ 2 นาที ครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 11 เม.ย. 2613 แนวคราสผ่านประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร จันทบุรี และตราด เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนานราว 2 นาทีครึ่ง
สุริยุปราคาวงแหวนที่เห็นดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นวง เนื่องจากดวงจันทร์ซึ่งเล็กกว่าเข้ามาอยู่แนวเดียวกับดวงอาทิตย์ ครั้งล่าสุดที่เห็นในประเทศไทยเกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2508 แนวคราสวงแหวนผ่านหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง นครราชสีมา บุรีรัมย์ ก่อให้เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่กลางแนวคราสนานราว 3 นาทีครึ่ง ส่วนครั้งถัดไปจะเกิดในวันที่ 21 พ.ค. 2574 ผ่านจังหวัดในภาคใต้ตอนล่าง เช่น สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานราว 4 นาทีครึ่ง
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (4-11 ก.พ.)
ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่เห็นได้บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด ดาวพฤหัสบดีสว่างที่สุดและอยู่สูงเหนือขอบฟ้ามากที่สุด ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง ดาวอังคารอยู่ต่ำลงมาในกลุ่มดาวแมงป่อง ปลายสัปดาห์ ดาวอังคารจะย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกงู ซึ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวนี้คั่นอยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับคนยิงธนู
ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู มีตำแหน่งอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้ามากกว่าดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ช่วงนี้เราไม่เห็นดาวพุธกับดาวศุกร์ เนื่องจากดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์
สัปดาห์นี้เป็นข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดของทุกวัน สว่างครึ่งดวงในวันที่ 7 ก.พ. 2561 เช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 8 ก.พ. จะเห็นจันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะ 4 องศา ถัดไปอีกหนึ่งวัน คือวันศุกร์ที่ 9 ก.พ. ดวงจันทร์เสี้ยวจะเคลื่อนไปอยู่ใกล้ดาวอังคารที่ระยะห่าง 5 องศา







