
โค้ชชิ่ง...ปลดล็อก ทางความคิด (2)
การปลดเปลื้องตัวเองออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่วังวนและทำให้เราเกิดความทุกข์อยู่ตลอดเวลา
โดย ราช รามัญ fb :@AnadonRajr
การปลดเปลื้องตัวเองออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่วังวนและทำให้เราเกิดความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ในบางครั้งการชี้ การสอน บอกแนะนำ หรือตักเตือน ไม่อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ปรารถนาได้ ศาสตร์การโค้ชชิ่งสามารถช่วยแก้ไขได้ สามารถนำพาให้ออกจากกรอบความคิดแบบนั้นได้อย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก
เคยอ่านตำรานิกายเซนหลายเล่ม บ่อยครั้งที่อาจารย์เซนชื่อดังใช้วิธีการโค้ชชิ่งกับลูกศิษย์จนสามารถเข้าถึงจิตเดิมแท้ได้อย่างชนิดที่เรียกได้ว่า หลุดออกจากห้วงแห่งทุกข์อย่างเด็ดขาดทีเดียว และการสนทนาในลักษณะแบบโค้ชชิ่งนี้ เป็นการสนทนาที่ทำให้คู่สนทนาหรือโค้ชชี่ (ผู้ที่ได้รับการโค้ช) ตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว
"อาจารย์...ผมอยากเข้าถึงจิตเดิมแท้เร็วๆ ต้องทำอย่างไรครับ" ลูกศิษย์ถามท่านอาจารย์ แทนที่อาจารย์จะตอบ แต่ตั้งคำถามกลับไปว่า
พระอาทิตย์ขึ้นทางไหน ตกทางไหน ?
เมื่อได้ยินดังนั้นลูกศิษย์ยิ้มแล้วก้มลงกราบลาพระอาจารย์กลับไปยังที่พักของตนเอง
ถ้าเป็นพวกเราทั่วไป คงจะงง...เราถามท่านไม่ตอบ ยังถามกลับอีก แต่ในการสนทนานี้ของพระอาจารย์เซนกลับทำให้ลูกศิษย์พอใจในคำตอบได้อย่างอิ่มเอิบเบิกบาน เพราะอะไร ก็เพราะลูกศิษย์สามารถพบคำตอบตามที่ตนเองต้องการได้ จากคำถามของพระอาจารย์ที่ถามกลับมา พูดง่ายๆ ว่าตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง
ในคำถามของพระอาจารย์ได้ทำให้ลูกศิษย์ได้พบคำตอบประมาณว่า อย่าไปฝืนธรรมชาติ อย่าไปเร่งรีบ ทุกอย่างปล่อยไหลไปตามธรรมชาติ แล้วจะได้พบกับความจริงของจิต พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกก็ต้อง ตกลงในทิศตะวันตกเป็นธรรมดาอย่างนี้เสมอไป แล้วก็บรรลุเข้าถึงซึ่งใจ เดิมแท้
การโค้ชชิ่ง...ก็ประมาณนี้เช่นกัน ทำให้ผู้ที่ติดล็อกทางความคิดตระหนักรู้ได้เองแบบนี้ โดยที่โค้ชไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ย่อมได้ ดังนั้นการโค้ชชิ่ง ไม่ว่าจะนำเอาไปใช้กับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะนำเอาไปใช้กับองค์กรศาสนา หรือครอบครัว ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น เพราะโค้ชชิ่งไม่เน้นสอน ไม่บอกและแนะนำ แต่จะใช้การตั้งคำถามแบบปลายเปิด หรือคำถามที่เป็นการอุปมาอุปไมย ซึ่งถือว่าขั้นเทพของการโค้ชชิ่ง อย่างที่พระอาจารย์เซนปฏิบัตินั่นเอง องค์กรสากลทุกวันนี้นิยมใช้ระบบการโค้ชชิ่งเข้าไปดำเนินการมากมาย และได้ผลอย่างดีเยี่ยมในการพัฒนาองค์กร แต่กระบวนการที่เกี่ยวกับการฝึกการโค้ชชิ่งนั้น ผู้ที่สนใจต้องได้รับการเรียนรู้อย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการฟัง เราต้องเป็นนักฟังที่ดี ฟังแม้กระทั่งได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา ซึ่งเหล่านี้มีวิธีการทางจิตวิทยาสอนกัน
การตั้งคำถามต่างก็มีเทคนิคในการตั้งคำถามมากมาย หลายอย่างที่เป็นคำถามทรงพลัง ตลอดทั้งการชื่นชมแบบให้กำลังใจและการสะท้อนในสิ่งผู้ที่ติดล็อกทางความคิดหรือโค้ชชี่ ให้เขาได้คิดและมีสติมากขึ้น ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ต้องได้รับการเรียนและฝึกฝนอย่างจริงจัง
ผมเคยสนทนาธรรมกับพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งว่า ถ้าพระสงฆ์ได้รับ ความรู้ในด้านการโค้ชชิ่งได้ ย่อมจะเป็นการดีอย่างยิ่ง เพราะจะนำเอาไป ใช้ในการเผยแผ่พระศาสนาให้ได้กว้างไกลมากขึ้น อีกทั้งบอกได้เลยว่า องค์พระตถาคตเองก็ทรงใช้วิธีการในการโค้ชชิ่งกับพระสาวกบ่อยครั้งและมากมาย
ในหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก ชื่อ โค้ชวิถีพุทธ ที่ผมเขียน ซึ่งมีจำหน่ายในร้านหนังสือชั้นนำได้บอกถึงวิธีการและหลักการโค้ชเอาไว้อย่างละเอียด เหมาะแก่พระสงฆ์องค์เณรนำเอาไปศึกษาอย่างมาก
มหาพราหมณ์คนหนึ่งเคยสนทนาธรรมกับพุทธะหวังล้มพุทธะต่อหน้าพระเจ้าอชาตศัตรูในพระราชวัง (ตามคติมหายาน)
"ความบริสุทธิ์จะต้องมีศีลเพื่อที่จะทำให้เกิดปัญญา เหมือนเราล้างมือด้วยมือเดียวไม่ได้ต้องใช้สองมือล้าง"
มหาพราหมณ์ผู้เก่งกาจที่สุดในยุคนั้นได้กล่าวบอก องค์พุทธะจึงตั้ง คำถามสั้นๆ ไปว่า
แล้วต้องทำอย่างไร...ให้เราเข้าถึงซึ่งปัญญานั้นได้?
มหาพราหมณ์ผู้นั้นถึงกับอึ้ง...พูดไม่ออก เดินออกมาก้มลงคุกเข่า แล้วกล่าวขอเป็นลูกศิษย์เพื่อเรียนรู้ในสิ่งนั้นจากองค์พุทธะ
การเรียนรู้เรื่องโค้ชชิ่ง จึงเป็นสิ่งที่มากด้วยสาระประโยชน์ นำเอาไปใช้ได้จริง เป็นวิธีการที่เหมาะสมแก่มนุษย์ที่ชอบนึกชอบคิด จนกระทั่งติดล็อกทางความคิดอย่างมาก
วันก่อนผมได้รับเชิญไปเป็นโค้ชส่วนตัวกับผู้บริหารองค์กรมหาชน แห่งหนึ่ง สิ่งที่เขาติดล็อกทางความคิด คือ ความห่วงใย ในการดำเนินนโยบายที่เขาคิดขึ้น เพราะเกรงว่าลูกน้องจะไม่สามารถปฏิบัติได้ คิดจนกระทั่งเกิดอาการเริ่มที่จะเครียด เริ่มที่จะปวดหัวบ่อยมากขึ้น เพื่อนจึงแนะนำให้มาโค้ชกับผม
ผมนั่งฟังเขาเล่าอย่างเดียว 45 นาที มากมายเหตุการณ์และเหตุผล...กระทั่งเมื่อเขาได้พูดอะไรออกมาหมดแล้วจนสังเกตได้ จึงได้ตั้งคำถามกลับไปว่า
แต่ทุกสิ่งที่เป็นกังวลนั้น ตามความจริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เขาเงียบไป...5 นาที พร้อมกับเริ่มยิ้มได้
"จริงเนอะ...จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้...ในสิ่งที่ผมกำลังกังวล เพราะว่าลูกน้องผมยังไม่มีใครเอานโยบายไปลงมือทำเลยสักคน เพราะว่ารอประชุมก่อนในสัปดาห์หน้า...จริงด้วยผมคิดไปเอง ทั้งที่ปัญหายังไม่เกิด แย่จังเลย..."
หลุดจากอาการติดล็อกทางความคิดไปโดยการตระหนักรู้ได้ด้วย ตัวเองจริงๆ







