
เที่ยวให้สุขมากกว่าเช็กอิน
แป๊บๆ เดือนแรกของปี 2561 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใครคิดจะทำอะไรก็คงต้องรีบลงมือทำให้เป็นรูปเป็นร่าง
โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
แป๊บๆ เดือนแรกของปี 2561 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใครคิดจะทำอะไรก็คงต้องรีบลงมือทำให้เป็นรูปเป็นร่าง มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะเสียดายในภายหลัง
ผมเองก็มีอะไรหลายอย่างที่อยากจะทำเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ลงมือจริงจังอะไรเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะภารกิจที่ต้องรับผิดชอบทุกวันนี้ก็สาหัสพอตัว เลยยังไม่มีสมองจะทำเรื่องอื่นที่ไกลตัวมากเท่าที่ควร
แต่หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ลงมือทำได้เป็นรูปธรรมมากที่สุด คงต้องยกให้กับเรื่อง “เที่ยว” เนี่ยแหละ
ส่วนตัวเวลานี้จะไปเที่ยวไหน มักจะวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการเดินทางไว้อย่างชัดเจน ไม่ใช่ล่องลอยไปหาเอาข้างหน้า
การท่องเที่ยวในสไตล์ของตัวเอง ยอมรับว่าเป็นแบบสมบุกสมบัน และเน้นเดินเท้าเป็นหลัก พยายามเลี่ยงการใช้รถโดยสารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ล่าสุดเพิ่งเดินทางไปที่เชียงใหม่ มหานครแห่งภาคเหนือแห่งนี้เป็นปลายทางของใครหลายคนที่มักจะคิดว่า “ไม่รู้จะไปไหนก็มาเชียงใหม่”
สำหรับผมแล้ว ไปเชียงใหม่มาแล้วก็หลายครั้ง แต่ครั้งล่าสุดนี้พยายามหามุมมองที่แตกต่างออกไปจากที่เคยไปมา จึงกลับมาคิดว่าจะขอนอนในเมืองเป็นหลัก
หลายคนอาจมองว่ามาถึงเชียงใหม่ทั้งที ทำไมไม่ไปนอนบนยอดดอยสัมผัสอากาศหนาวให้ชุ่มฉ่ำปอด มานอนในเมืองจะไปต่างอะไรกับกรุงเทพฯ เสียเที่ยวแย่
แต่ผมเองกลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะตั้งใจมาตั้งแต่แรกแล้ว อยากเห็นเชียงใหม่ในมุมมองที่แตกต่างไปจากที่ตัวเองเคยเจอมา
การจะหาความแตกต่างที่ว่านั้นให้ได้ ก็ต้องเดิน เดิน เดินเท่านั้น ถึงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตัวเองต้องการ เพราะหากเรานั่งรถหรือปั่นจักรยาน เราก็จะโฟกัสแต่ปลายทาง โดยไม่ได้สนใจกับเรื่องราวระหว่างที่เกิดขึ้นรอบตัว
เป้าหมายแรกที่ผมไปคือ พิพิธภัณฑ์เชียงใหม่ มีอยู่ 3 แห่งรอบบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เข้าไปเก็บข้อมูลและซึมซับประวัติศาสตร์เชียงใหม่ก่อนออกเดินทางสำรวจตามรอยข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์ได้ให้ไว้
ต้องขอชื่นชมผู้บริหารเชียงใหม่ที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์นี้เป็นอย่างยิ่งครับ สถานที่สะอาดและสวยงาม คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป อยากให้ทุกแห่งแม้แต่ที่กรุงเทพฯ มาดูไว้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ปล่อยให้มีสภาพเหมือนเป็นโกดังเก็บของเก่าอย่างทุกวันนี้
พอเก็บข้อมูลอย่างอิ่มหนำแล้วก็ออกเดิน ประเด็นสำคัญที่ได้จากไปพิพิธภัณฑ์ คือ ประวัติศาสตร์ของกำแพงเชียงใหม่ เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า “4 แจ่ง 5 ประตู”
เรื่องของประตูเมืองเชียงใหม่ ยังพอคุ้นๆ ถึงความสำคัญอยู่บ้าง แต่ “4 แจ่ง” คืออะไร ไม่เคยได้ยินมาก่อน จนกระทั่งมาเชียงใหม่ครั้งล่าสุดนี้
ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์บอกว่า “แจ่ง” แปลว่า “มุม” ทำหน้าที่เป็นเหมือนป้อมปราการของเมืองในอดีต ประกอบด้วย
1.แจ่งศรีภูมิ อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
2.แจ่งก๊ะต้ำ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
3.แจ่งกู่เฮือง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
4.แจ่งหัวลิน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ในแต่ละปี จ.เชียงใหม่ จะมีพิธีสักการะกำแพงเมือง อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงบุญคุณของบรรพบุรุษผู้สร้างและช่วยปกป้องรักษาเมืองเชียงใหม่ให้สามารถตั้งตระหง่านอย่างสง่างามได้จนถึงปัจจุบัน
จริงๆ แล้วทุกครั้งเวลาไปเชียงใหม่ก็จะผ่าน “แจ่ง” ทั้ง 4 แห่งอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีความสำคัญอย่างไร จนกระทั่งได้เดินทางไปเชียงใหม่ครั้งล่าสุดนี้
พอได้รู้ข้อมูลและความเป็นมา และไปเดินชมของจริงที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้การเดินเท้าท่องเที่ยวมีความสนุกขึ้นมาอีกเป็นกอง ไม่ใช่แค่เดินๆ ผ่านๆ ให้มันจบๆ ไปเท่านั้น
เช่นเดียวกับตึกแถวกึ่งปูนกึ่งไม้อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำปิง บริเวณวัดเกตการาม เอาจริงๆ ก็เคยผ่านมาแล้วหลายรอบ แต่ก็แค่ผ่านจริงๆ ไม่รู้อะไรเลย คิดแค่ว่าคงทำขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดกลิ่นอายล้านนาเท่านั้น
ที่ไหนได้ มารู้ทีหลังว่าอาคารเก่าๆ พวกนั้นเป็นแหล่งทำมาหากินและค้าขายของคนเชียงใหม่มาหลายร้อยปี เลยรู้สึกซาบซึ้งเวลาได้มาเห็นอีกพอสมควร
ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้พิสูจน์กำลังขาของตัวเองด้วยการเดินจากหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ
ทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่ก็ต้องไปวัดนี้ มิเช่นนั้นเหมือนจะมาไม่ถึง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เดินเท้าแทนการนั่งรถขึ้นไป ทำให้ได้รู้ว่าเส้นทางระหว่างขึ้นดอยมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจเช่นกัน ทั้งน้ำตกหรือวัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างทาง และได้เห็นว่าแต่ละโค้งระหว่างทางขึ้นดอยนั้นมีความโค้งและความชันขนาดไหน
ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีแนวทางในการท่องเที่ยวของแต่ละคนเป็นสไตล์ของตัวเอง บางคนชอบแนวสบายๆ บางคนชอบแบบทรหด ฯลฯ
ไม่ว่าใครจะมีสไตล์แบบไหน แต่ลองค้นหาประวัติศาสตร์ของปลายทางที่ตัวเองจะเดินไปทางสักเล็กน้อย รับรองได้ว่าการท่องเที่ยวจะมีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่าการเช็กอินลงสังคมออนไลน์อย่างแน่นอน







