
เครื่องครัวรุกออนไลน์
ไมเร็กซ์รุกขายผ่านอี-มาร์เก็ตเพลส ดันรายได้ปีนี้โตกว่า 20% วาดแผน 5 ปี ทุ่ม 500 ล้าน เพิ่มผลิต
ไมเร็กซ์รุกขายผ่านอี-มาร์เก็ตเพลส ดันรายได้ปีนี้โตกว่า 20% วาดแผน 5 ปี ทุ่ม 500 ล้าน เพิ่มผลิต
นายโจเซฟ เคซี โล กรรมการและ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเร็กซ์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนดำเนินการปี 2561 บริษัทวางงบการตลาด 5% ของยอดขาย พัฒนาการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางอี-มาร์เก็ตเพลส ของลาซาด้า อีเลฟเว่นสตรีท เฟซบุ๊ก และช้อปปี้ รวมถึงตลาดออนไลน์ของห้างสรรพสินค้าเซนทรัลและเดอะมอลล์ เพื่อให้สอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคยุค 4.0 โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายออนไลน์ให้เติบโตขึ้น 15% จากปัจจุบัน 5%
ขณะเดียวกัน บริษัทแม่มีนโยบายลงทุนสร้างแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ โดยรวบรวมทีมงานจากทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง และไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลและเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อเป็นช่องทางขายออนไลน์ให้เป็นลักษณะเดียวกันทั่วโลก คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้
สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องครัวประเทศไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 7% จากปี 2560 ที่ 5% มีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท จากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีสัญญาณการฟื้นตัวส่งผลให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 60 รายการ ชื่อรุ่น เนสติ้ง จากแบรนด์เพรสทีจ โดยจะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้วางทับซ้อนกันได้ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มคนเมืองให้จัดเก็บได้ง่าย ทำให้คาดว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตกว่า 20% จากปีก่อนที่เติบโตต่ำกว่า 10% และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นที่ 10-15%
ทั้งนี้ สัดส่วนยอดขายของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดกลางและบน ในแบรนด์ของเพรสทีจ และไมเออร์มียอดขายกว่า 70% ราคาเฉลี่ยที่ 500-1,500 บาท/ชิ้น และอีก 30% เป็นตลาดไฮเอนด์ แบรนด์อโนลอนและเซอคูลอน ราคาเฉลี่ยมากกว่า 1,500 บาท/ชิ้นขึ้นไป โดย บริษัทได้วางกลยุทธ์นำนวัตกรรมและคุณสมบัติเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นคุณภาพสินค้า ทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้
พร้อมกันนี้ ได้วางงบลงทุนระยะ 5 ปี (2560-2564) รวม 500 ล้านบาท สำหรับลงทุนนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตามสิทธิประโยชน์ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยจะนำเข้าเครื่องจักรปีละ 100 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างในกระบวนการผลิต และทดแทนแรงงานคนในโรงงานผลิตของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดมีกำลังการผลิตกว่า 100 สายการผลิต และส่งออก 90% ไปยัง 30 ประเทศทั่วโลก
นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายสายการผลิตเปิดโรงงานแห่งใหม่เพิ่มที่สหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับความต้องการของตลาดคู่ค้า โดยเฉพาะวอลมาร์ทบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีนโยบายในช่วง 10 ปีข้างหน้า เตรียมทุ่มเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มการจัดซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศสหรัฐ และสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของโดนัลด์ ทรัมป์







