
ญี่ปุ่นมั่นใจศก.ไทยโต
ผลสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นมองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดี เตรียมลงทุนเพิ่มขึ้น 1.8% ห่วงบาทแข็งตีกรอบไม่เกิน 33.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ผลสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นมองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดี เตรียมลงทุนเพิ่มขึ้น 1.8% ห่วงบาทแข็งตีกรอบไม่เกิน 33.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
นายฮิโรคิ มิทสึมาตะ ประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เปิดเผยถึงผลการสํารวจ แนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจําครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2560 ว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (ดีไอ) กับการคาดการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 อยู่ที่ 37 เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่ดัชนีบวกติดต่อกัน 5 ครั้ง ในรอบสองปีครึ่ง
สำหรับดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (ดีไอ) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 อยู่ที่ 29 ส่วนในครึ่งปีแรก 2560 อยู่ที่ 14 โดยในปี 2561 อยู่ที่ 37 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น ราคาผลผลิตเกษตรสูงขึ้น มีผลต่อการใช้จ่ายในประเทศ รวมถึงการส่งออกที่เติบโต ทั้งตลาดในอาเซียนและนอกภูมิภาคอาเซียน รวมถึงตลาดในตะวันออกกลาง
ด้านแนวโน้มการลงทุนโรงงานและเครื่องจักร พบว่า มีบริษัทที่คาดจะลงทุน เพิ่มคิดเป็น 34% บริษัทลงทุนคงที่ 26% และบริษัทลงทุนลดลง 29% เมื่อพิจารณาการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร ในรอบปี 2561 ในอุตสาหกรรมการ ผลิต คาดว่าจะลงทุนเพิ่มขึ้น 1.8% ซึ่งเม็ดเงินลงทุนรวมในปี 2561 อยู่ที่ 6.13 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดจะเป็นอาหาร รองลงมาเป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการขนส่งและเคมี ส่วนอุตสาหกรรมที่ลงทุนลดลงจะเป็นเหล็กและอโลหะ และเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับความคิดเห็นต่อข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นในอันดับแรก คือ การพัฒนาระบบและปรับเปลี่ยนการใช้งานเกี่ยวกับภาษีศุลกากร รองลงมาคือการส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อันดับสามคือการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ส่วนอันดับที่ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมากจากการสำรวจครั้งนี้ คือ เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ในระดับแข็งค่า และเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งค่าเงินบาทที่นักลงทุนใช้กำหนดอัตราการแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่เกิน 33.5 บาท/ดอลลาร์
"นักลงทุนที่ให้ความสนใจและเรียกร้องในเรื่องพัฒนาระบบและปรับเปลี่ยนการใช้งานเกี่ยวกับภาษีศุลกากร เนื่องจากการนำเข้าและส่งออกยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้" นายมิทสึมาตะ กล่าว







