
กรณ์แจงนักลงทุนไทยในสหรัฐศก.บ้านเกิดขยายตัวติดอันดับโลก
รมว.คลัง แจงนักลงทุนไทยในสหรัฐ เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวอันดับต้นของโลก และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไปได้ต่อหากไม่มีปัญหาการเมืองวุนวายเกิดขึ้นอีก
รมว.คลัง แจงนักลงทุนไทยในสหรัฐ เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวอันดับต้นของโลก และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไปได้ต่อหากไม่มีปัญหาการเมืองวุนวายเกิดขึ้นอีก
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้กล่าวกับคนไทยที่มาทำธุรกิจอยู่ในรัฐวอชิงตันดีซี และ รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อเวลาตามท้องถิ่น 18.30 น. ของวันที่ 7 ต.ค. 2553 ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8-9 ต.ค. 2553 ที่กรุงวอชิงตันดีซี ว่า เศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีแรกนี้ขยายตัวได้ 10.6% ต่อปี และทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 7-7.5% ต่อปี ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ รวมถึงเป็นการขยายตัวได้ดีอันดับต้นๆ ของโลก ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย คิดว่าการขยายตัวจะเป็นรองแค่ประเทศสิงคโปร์ประเทศเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้ การขยายตัวที่ทำได้ดี มาจากมาตรการของรัฐบาล และการฟื้นตัวของภาคเอกชน ทั้งความเชื่อมั่นในการบริโภค และการลงทุน ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นถึง 100% เ้มื่อเทียบกับช่วงที่ตกต่ำที่สุดในช่วงปลายปี 2551
ขณะที่ค่าเงินบาทของไทยตั้งแต่ต้นปีก็แข็งค่าขึ้นถึง 9% เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ทิศทางเ้ดียวกับทุกประเทศในเอเชีย แต่ต้องยอมรับว่าการแข็งค่าของเงินบาทเร็วและแรงกว่าประเทศอื่น จะเป็นรองก็แค่ประเทศมาเลเซียเท่านั้น โดยจะเห็นได้ว่าเงินทุนเริ่มไหลเข้ามามาก หลังจากการยุติการชุมนุมทางการเมือง เพราะนักลงทุนมั่นใจการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น
"ตอนนี้เศรษฐกิจไปได้ดี ขณะที่การเมืองก็นิ่งกว่้าที่ผ่านมา จนทุกคนมองข้ามไปถึงปีหน้าว่าจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ว่าจะมีขึ้นต้นปีหน้า หรือปลายปีหน้า ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองจนทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศ และเศรษฐกิจต่อไปได้" นายกรณ์ กล่าวกับนักลงทุนไทยในสหรัฐ
นายกรณ์ ยังกล่าวชี้แจงนักลงทุนไทยในสหรัฐถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า มั่นใจว่าพรรคบริสุทธิ์ โดยคาดว่าศาลจะตัดสินคดีดังกล่าวในเดือน พ.ย.ถึง ธ.ค. นี้ ซึ่งถึงแม้ว่ามีความผิด ก็มั่นใจว่าเป็นความผิดคนละฐานความผิดกับพรรคไทยรักไทย หรือ พลังประชาชน ที่เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้กรรมบริหารพรรคถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ฐานความผิดของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นข้อกล่าวหาการใช้เงินพรรคการเมืองไม่ถูกต้อง หากมีความผิดยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคก็อาจจะไม่โดนเว้นวรรคทางการเมือง จะโดนก็แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น
ทั้งนี้ นักลงทุนไทยมาฟังนายกรณ์ครั้งนี้ ให้ความสนใจที่ถามคำถามกับ รมว.คลัง เป็นจำนวน โดยนักลงทุนรายหนึ่งต้องการให้นายกรณ์ ในฐานะรมว.คลัง ดำเนินการเก็บภาษีกับคนมีฐานะในประเทศไทยให้เข้มงวดเหมือนกับในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกรณ์ ได้ชี้แจงว่้า การเก็บภาษีของประเทศไทยในปีงบประมาณ 2553 ทำได้ดีเกินเป้าถึง 3 แสนล้านบาท ทำให้งบประมาณที่ตั้งไว้แบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เมื่อปิดงบจริงๆ จะเป็นงบประมาณแบบสมดุล
นอกจากนี้กระทรวงการคลังอยู่ีระหว่างผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมในการเก็บภาษีของคนรวยและคนจนได้มากขึ้น เพราะคนที่ถือครองที่ดินมากต้องเสียภาษีให้กับรัฐมาก เป็นกฎหมายภาษีฉบับแรกที่เก็บภาษีจากทรัพย์สินที่ไม่ใช่รายได้







