posttoday
เศรษฐกิจแบบทางเลือกน้อย

เศรษฐกิจแบบทางเลือกน้อย

31 มกราคม 2561

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขช่วงนี้ประเทศไทยดูเหมือนว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆ ตัวจะไปได้ดี เช่น จีดีพี มูลค่าการส่งออก และดัชนีของตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหลายคนที่ผู้เขียนได้พบเจอในแต่ละวันกลับไม่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจยุคนี้กำลังก้าวสู่จุดดุลยภาพซึ่งตามมาด้วยข้อจำกัดในเชิงนโยบายมากมาย ทั้งๆ ที่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ทำให้นโยบายที่ออกมาไม่ค่อยเกิดผลกระทบกับคนระดับล่างและกลางสักเท่าไร สุดท้ายตัวเลขในภาพรวมเหมือนจะดูดี แต่คนข้างล่างกลับไม่ได้รู้สึกดีตามไปด้วย

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข

ช่วงนี้ประเทศไทยดูเหมือนว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆ ตัวจะไปได้ดี เช่น จีดีพี มูลค่าการส่งออก และดัชนีของตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหลายคนที่ผู้เขียนได้พบเจอในแต่ละวันกลับไม่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจยุคนี้กำลังก้าวสู่จุดดุลยภาพซึ่งตามมาด้วยข้อจำกัดในเชิงนโยบายมากมาย ทั้งๆ ที่ความแตกต่างระหว่างชนชั้นยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ทำให้นโยบายที่ออกมาไม่ค่อยเกิดผลกระทบกับคนระดับล่างและกลางสักเท่าไร สุดท้ายตัวเลขในภาพรวมเหมือนจะดูดี แต่คนข้างล่างกลับไม่ได้รู้สึกดีตามไปด้วย

ถ้าเรามาดูกลุ่ม SME ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา เราจะพบได้ว่าผู้ประกอบการ SME ไทยทำได้ไม่ดีเท่าไร จากข้อมูลของปีที่แล้ว อัตราหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มผู้ประกอบการ SME สูงขึ้น ในขณะที่หนี้ที่ถูกจัดชั้นพิเศษ (Special Mention หรือ SM) ก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน แตกต่างจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอัตราหนี้เสียลดลง

ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับแผนธุรกิจกันใหม่ เพราะทุกๆ หนี้เสียจะกระทบกับเกณฑ์การตั้งสำรองในส่วนทุนของธนาคาร (Credit Charge) สุดท้ายจะกระทบกับผลประกอบการและราคาหุ้นในที่สุดอย่างที่พวกเราได้เห็นหุ้นของบางธนาคารปรับตัวลงอย่างมากในช่วงประกาศงบที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์เหลือทางเลือกในการทำธุรกิจไม่มาก ส่วนใหญ่หันมามุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ไม่ได้มาจากดอกเบี้ย (Non-Interest Income) และยังคงมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจต่อเนื่อง (Cross Selling)

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ยิ่งทำให้ทางเลือกของกลุ่ม SME น้อยลงในเรื่องของแหล่งเงินทุนซึ่งไม่ได้มีทางเลือกมากมายอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รายที่มีปัญหาอาจจะถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและรายที่ยังปกติก็อยู่แบบร้อนๆ หนาวๆ หนำซ้ำภาครัฐยังปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 8-22 บาท เหมือนไม่มากมายอะไร แต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กถือว่าเป็นต้นทุนที่หนักพอสมควร ธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่เมื่อต้องเจอกับต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นไม่วายต้องหาทางเพิ่มยอดขายเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมเพื่อที่จะลบล้างต้นทุนส่วนที่เพิ่มเข้ามา ถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็คงสามารถออกโปรโมชั่นหรือใช้กลไกทางราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อได้ เนื่องจากขนาดของตัวเองที่ทำให้จุดคุ้มทุนอยู่ต่ำ ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กคงไม่สามารถปรับอะไรได้มาก และอาจต้องจมอยู่กับต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป

ในภาพใหญ่ เช่น เรื่องจีดีพี ประเทศไทยมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมาเราไปมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก ทำให้กลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการปั้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไปแล้ว แต่หลายคนลืมไปว่าเมื่อประเทศเจริญก้าวหน้าถึงระดับหนึ่ง ปัจจัยต่างๆ ที่เคยเกื้อหนุนธุรกิจพื้นฐานอาจเปลี่ยนไปได้ เช่น ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นและทำให้ธุรกิจพื้นฐาน หรือในที่นี้ คือ อุตสาหกรรมส่งออกเสียหายได้ ในภาพเล็ก เช่น ภาคส่งออก เราก็เหลือทางเลือกไม่มากนัก เพราะกว่า 79% ของสินค้าส่งออก คือ สินค้าหมวดอุตสาหกรรม ซึ่งดีแล้วที่เป็นแบบนี้ เพราะสินค้ากลุ่มนี้ต้องนำเข้าปัจจัยการผลิตเป็นหลัก ฉะนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่า ต้นทุนของปัจจัยการผลิตบางตัวจึงลดลง ทำให้ผู้ส่งออกไทยยังสามารถสู้ในตลาดโลกได้ ส่วนภาคส่งออกสินค้าเกษตรคงได้รับผลกระทบมากหน่อย แถมสินค้าบางตัวยังมีราคากลางในตลาดโลก ทำให้เกษตรกรไทยโดนกดดันจากผู้ส่งออกอย่างหนักและยังต้องเหนื่อยกันต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แบงก์ชาติ" ได้พยายามดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่แล้ว แต่ด้วยสภาพภายนอกและภายใน เงินบาทถูกกดดันอย่างหนักและแข็งค่าต่อเนื่องเพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอดหลายปี และทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ แถมสถานะเงินบาทที่เป็น "Safe Heaven" สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย เมื่อคิดจะใช้นโยบายทางการเงิน หลายคนถามว่าทำไมไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย นั่นคงเป็นอีกทางออกหนึ่งที่แบงก์ชาติคงไม่อยากใช้ในตอนนี้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องฟองสบู่ได้ และสิ่งที่แบงก์ชาติเลือกใช้ คือ การลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์คงเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ เพราะอัตราตอบแทนในตลาดทุนจะอ้างอิงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเสมอ

การที่ผู้เขียนบรรยายให้ฟังมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ในภาวะที่เรามีทางเลือกไม่มากนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่มักจะได้ทางเลือกที่ดีกว่ารายย่อยเสมอ นโยบายและสภาวการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะเอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดใหญ่มาตลอด ภาครัฐน่าจะต้องหานโยบายที่ช่วยคนข้างล่างบ้าง ถ้าธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะควบคุมสินเชื่อภาค SME ธนาคารรัฐต้องกล้าที่จะก้าวออกมาช่วยเหลือ ถ้าภาคส่งออกสินค้าเกษตรเดือดร้อน ภาครัฐต้องหาทางลดต้นทุนของสินค้าเกษตรให้ได้ และถ้าลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไปแล้ว ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วยหรือไม่ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมบ้าง ผู้เขียนอยากให้จำไว้ว่า "คนไทย ไม่ทิ้งกัน" n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท