
สายโซ่แห่งคุณค่า
วิฑูรย์ สิมะโชคดีปัจจุบันกิจการหรือโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งเป็นผู้ผลิต (Maker) ยังคงเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่เน้นฐานรากของระบบเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลก เพราะมีคุณลักษณะเด่นหลายประการต่อไปนี้
วิฑูรย์ สิมะโชคดี
ปัจจุบันกิจการหรือโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งเป็นผู้ผลิต (Maker) ยังคงเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่เน้นฐานรากของระบบเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลก เพราะมีคุณลักษณะเด่นหลายประการต่อไปนี้
เป็นแหล่งของการว่าจ้างงานที่มีการเจริญเติบโตสูง มีความยืดหยุ่น มีความสามารถในการปรับตัวและปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระบบการตลาด และโอกาสใหม่ๆ มีการเริ่มต้นธุรกิจ ที่เป็นลักษณะเฉพาะ และกิจการประเภท SMEs มักจะเริ่มดำเนินการจากบุคลากรที่มีพลัง มีวิสัยทัศน์และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ประเด็นสำคัญของความอยู่รอดในวันนี้ของ SMEs จึงอยู่ที่ "การเปลี่ยนแปลงให้ทันโลก" โดยเฉพาะการต้องปรับตัวจากการคอยแก้ไขปรับปรุงไปสู่การป้องกันให้มากขึ้น และการปรับทัศนคติมุมมองสู่แนวทางใหม่ คือการเน้น "สายโซ่แห่งคุณค่า" (Value Chain) โดยการผลักดันให้กิจการหรือโรงงาน SMEs สามารถระบุถึงสายโซ่ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมดตลอดสายโซ่ รวมทั้งการพิจารณาถึงผลกระทบทั้งหมดที่ อาจจะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและทุก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดสายโซ่การผลิตนั้น
"สายโซ่แห่งคุณค่า" ที่ว่านี้ ประกอบด้วย การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ การนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต หรือสินค้าขาเข้า การดำเนินงาน การกระจายสินค้าขาออก จนถึงมือลูกค้า รวมตลอดถึงการตลาดและการขาย การบริการหลังการขาย และการนำของเสียไปกำจัด
ดังนั้น ในเรื่องของ "สิ่งแวดล้อม" และ "ความปลอดภัย" จึงไม่ควรดำเนินการเฉพาะภายในองค์กรหรือโรงงาน แต่ต้องดำเนินการให้เป็นการปฏิบัติการในวงกว้างตลอดสายโซ่แห่งคุณค่า และครอบคลุมถึงชุมชนรอบข้างโรงงานด้วย นั่นคือ ข้อมูลและความเสี่ยงต่างๆ จะต้องทำการพัฒนาขึ้นและสื่อสารถึงผู้ส่งมอบ (Suppliers) คู่ค้า ลูกค้า และชุมชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
โดยปกติแล้ว แนวทางปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ คู่มือแนะนำ มาตรฐาน และกรอบการทำงานมักจะถูกสร้างหรือกำหนดขึ้นโดยโรงงานขนาดใหญ่ เนื่องจากโรงงานขนาดใหญ่ (ที่เป็นต้นแบบของวิธีปฏิบัติต่างๆ) มักเป็นคนแรกๆ ที่เห็นถึงคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญของความจำเป็นในการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานและการทำให้การปฏิบัติงานนั้นเป็นมาตรฐาน มีความมั่นคงเสถียรภาพ (ไม่แปรปรวนง่าย)
ดังนั้น กิจการ SMEs ที่มีความต้องการที่จะเติบโตและก้าวไปสู่การเป็นกิจการที่มีฐานะมั่นคงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ในการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปสู่ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น มีการบริหารจัดการและลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจตลอดสายโซ่ที่เกี่ยวข้อง และการคำนึงถึงการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โรงงาน SMEs ไม่สามารถก้าวไปเป็นโรงงานขนาดใหญ่ได้ เพราะมีค่าใช้จ่าย และการบริหารจัดการที่ขาดความเป็นมืออาชีพ
แม้ว่าโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กอาจมีความเสี่ยงในปริมาณไม่มากนัก แต่หากไม่มีความชำนาญในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม แล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์ มาตรฐาน คู่มือแนะนำ และกรอบการทำงานต่างๆ ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ ของโรงงานขนาดใหญ่ แล้วนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงเป็นแนวทางที่มีคุณค่า สามารถทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรม SMEs ปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น และเติบโตต่อไปได้
เรื่องของ "สายโซ่แห่งคุณค่า" นี้ จึงต้องอาศัยแนวความคิดในเรื่องของ "การผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม" (Responsible Production) ที่ถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อ SMEs จะได้มีการเติบโตและพัฒนาอย่าง ยั่งยืนด้วย ครับผม







