
ดัชนีหุ้นไทย1,860จุด
บล.บัวหลวง มองหุ้นทำสถิติสูงสุดครึ่งปีแรก 1,860 จุด จากปัจจัยพื้นฐานและกำไร บจ.ไตรมาสแรก ตัดสินว่าหุ้นไปต่อหรือไม่
บล.บัวหลวง มองหุ้นทำสถิติสูงสุดครึ่งปีแรก 1,860 จุด จากปัจจัยพื้นฐานและกำไร บจ.ไตรมาสแรก ตัดสินว่าหุ้นไปต่อหรือไม่
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อว่าหุ้นไทยจะมีการปรับทำสถิติสูงสุดในครึ่งปีแรกของปีนี้ที่ 1,860 จุด อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 17 เท่า ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย. หลังบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาสแรกออกมาและจะเป็นช่วงที่ดีสุดของปี และกำไรสุทธิ บจ.ควรอยู่ที่ระดับ 2.8 แสนล้านบาท และนักวิเคราะห์อาจปรับมุมมองเพิ่มขึ้น
แต่หากกำไรออกมาที่ 2.2-2.5 แสนล้านบาท อาจจะทำให้หุ้นไทยปรับลงได้ ส่วนกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,760-1,780 จุด โดยปีนี้ให้อัตรากำไรต่อหุ้นของ บจ.อยู่ที่ 110 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน โดยมีมุมมองว่าหุ้นไทยปีนี้ดีขึ้นได้จากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ พื้นฐานเศรษฐกิจดี กำลังซื้อมีการฟื้นตัว ส่งออกมีการเติบโตต่อเนื่อง และราคาน้ำมันยังอยู่ในช่วงขาขึ้น
"ครึ่งปีแรกจะดีกว่าครึ่งปีหลัง เพราะปลายปีจะถูกกดดันเรื่องการปรับขึ้นของระดับเงินเฟ้อที่อาจจะทยอยเพิ่มขึ้น จนทำให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย การเริ่มมีความชัดเจนในการทยอยลดสภาพคล่องของมาตรการเชิงปริมาณ (คิวอี) ของยุโรปที่น่าจะหมดภายในปีนี้ หรือของญี่ปุ่นที่จะเห็นความชัดเจนปีนี้และหมดในปีหน้า แต่การปรับลงของหุ้นไทยในครึ่งปีหลังจะเป็นในลักษณะทยอยปรับลงมากกว่าที่จะลดลงแรงและเร็ว ซึ่งปีนี้จะเกิดขึ้นได้มากจากกรณีเดียวคือ เกิดฟองสบู่ในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวล" นายชัยพร กล่าว
อย่างไรก็ดี เมื่อกลางเดือน ม.ค. บริษัทเพิ่งเพิ่มน้ำหนักในการลงทุนหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ และลดน้ำหนักในตราสารหนี้และทองคำ แม้ปัจจุบันราคาทองคำจะมีการปรับขึ้นแต่เป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการอ่อนค่าแต่เชื่อว่าแค่ระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากมองว่าเงินจะออกจากตลาดตราสารหนี้เข้ามาหุ้นและโภคภัณฑ์แทนเพราะผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เริ่มต่ำกว่าสหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหุ้นที่ให้น้ำหนักในปีนี้คือ หุ้นอินเดียและหุ้นเวียดนาม
สำหรับเมื่อปลายปีที่ผ่านมาพบ ผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ ซึ่งตกรถหุ้นไทยเพราะไปให้น้ำหนักเรื่องการเมืองไทยมากเกินไป แต่ขณะนี้มองที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่าถ้าการเลือกตั้งมีการเลื่อนออกจากกำหนดไป 3 เดือน เชื่อว่าไม่มีความกังวล แต่หากมีการเลื่อนออกไป 1 ปี เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลงได้
ทั้งนี้ มองระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากเมื่อเดือน ต.ค.มองเฉลี่ยของปีนี้ที่ 60-63 ดอลลาร์/บาร์เรล และค่าเงินบาทเป็น 32 บาท/ดอลลาร์ จากเดิม 34 บาท/ดอลลาร์ สิ่งที่ต้องติดตามว่า ถ้าเงินบาทแตะที่ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับที่น่ากังวล ซึ่งปัจจัยที่จะเกิดขึ้นได้คือ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุล เงินเฟ้อยังต่ำ ซึ่งอาจจะมีผลทำให้การส่งออกที่เคยมองว่าปีนี้จะเติบโตได้ 6% ก็น่าจะโตได้เพียง 4% ส่วนหนึ่งเพราะปีนี้เติบโตจากฐานที่ใหญ่ของปีที่ผ่านมาด้วย
นายชัยพร กล่าวว่า กรณีที่เงินบาทที่แข็งค่าแนะนำเลี่ยงลงทุนหุ้นกลุ่มส่งออก กลุ่มยานยนต์ กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มเดินเรือ เพราะจะได้รับผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง โดยหันมาลงทุนหุ้นธนาคารพาณิชย์ และคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) และบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) หุ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงาม โดยบริษัท อาร์เอส (RS) จากหุ้นที่ราคายังขึ้นน้อยสุดในกลุ่มนี้ และมองกำไรสุทธิปีนี้จะเติบโต 260% รวมถึงบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ที่อาจจะมีการปรับขึ้นของกำไรสุทธิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ที่จะมีการระบุกำไรจากไตรมาส 4 ปีก่อนและไตรมาสแรกของปีนี้
ทั้งนี้ รวมถึงที่หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาดีอย่างบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท คอมเซเว่น (COM7) บริษัท บ้านปู (BANPU)
ขณะที่ บล.ทิสโก้ มีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจากโอกาสการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐและการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยโดยรวมเริ่มจํากัด โดยแนะนําทยอยแบ่งขาย-ถือเงินสดเพิ่ม เน้นเลือกลงทุนแบบหุ้นงบการเงินดี
ดังนั้น จึงแนะนําหุ้นลงทุนเดือน ก.พ. (COM7) บริษัท แพลนบี (PLANB) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) บริษัท ทีพีไอ เพาเวอร์ (TPIPP) และปันผลดีแนะนํา บริษัท นามยงเทอร์มินัล (NYT) บริษัท ผาแดงอินดัสตรีส์ (PDI) บริษัท แสนสิริ (SIRI)
สําหรับการทบทวนดัชนี MSCI รอบนี้ในวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มี.ค. มองไม่มีการเปลี่ยนแปลงหุ้นไทยตัวใด ทั้งในดัชนี MSCI Global Standard Index และ MSCI Small Cap Index ด้านแนวรับและแนวต้านสําคัญของดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,800-1,810 1,780-1,790 และ 1,840-1,850 จุด ตามลําดับ
หุ้นไทยวันที่ 1 ก.พ. เคลื่อนไหวในแดนบวกในกรอบแคบ ปิดที่ระดับ 1,833.60 จุด เพิ่มขึ้น 6.74 จุด หรือ 0.37% มูลค่าการซื้อขาย 61,774.96 ล้านบาท







