
SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (6)
PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับยุทธศาสตร์ ให้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่โลกยุค 4.0 โลกที่เทคโนโลยีจะมีความสำคัญมากขึ้น ผมขอเล่าถึงตัวอย่างงานสองสามด้านที่ ธปท.ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา
PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับยุทธศาสตร์ ให้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่โลกยุค 4.0 โลกที่เทคโนโลยีจะมีความสำคัญมากขึ้น ผมขอเล่าถึงตัวอย่างงานสองสามด้านที่ ธปท.ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา
ด้านการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ ธปท.เห็นความสำคัญของการวิเคราะห์และวางแผนเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data เพื่อจับชีพจรเศรษฐกิจ ติดตามการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและติดตามความเสี่ยงในโลกใหม่ได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเฉพาะจุดลามเป็นความเสี่ยงของทั้งระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจได้ การสร้างองค์ความรู้ผ่านงานวิจัยเชิงลึก และการวิเคราะห์ผ่านข้อมูลขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายต่างๆ ตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ในภาวะที่ตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวนสูง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ได้อย่างเหมาะสม ทั้งผ่านการให้ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะมีการจัดสัมมนาร่วมกันมากกว่า 20 ครั้ง ทั่วประเทศ รวมทั้งให้ SMEs สามารถซื้อสิทธิในการ ล็อคเรทล่วงหน้า (FX option) เพื่อปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในราคาที่ไม่แพง โดยได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมเบื้องต้นจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ได้เริ่มการปฏิรูปกฎเกณฑ์การควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปกฎเกณฑ์หลายๆ ด้านเพื่อปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจและลดภาระของภาคเอกชนในการขออนุญาตต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวในการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และส่งเสริมให้มีการแข่งขันจากผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินและโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินให้แก่ SMEs
ด้านการพัฒนาระบบการเงินได้มุ่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกลางให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบการเงิน สร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีราคาถูกและเป็นธรรมให้แก่ธุรกิจ SMEs และประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยการดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่
การขับเคลื่อน "ระบบพร้อมเพย์" ซึ่งเป็นเสมือนถนนด้านการชำระเงินเส้นใหม่ของประเทศ ที่ทุกภาคส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป เป็น Open infrastructure กลางที่จำเป็นในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยค่าบริการโอนเงินที่จัดว่ามีอัตราถูกที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งลดต้นทุนให้กับทุกคน ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจของ SMEs รวมทั้งสามารถใช้ต่อยอดในการทำ e-commerce ได้มากขึ้น ในช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า จะมีบริการหลายอย่างที่จะเพิ่มเข้ามาบนระบบพร้อมเพย์ เพื่อตอบความต้องการของภาคธุรกิจที่หลากหลายขึ้น ทั้งบริการ bill payment การใช้ QR Code และการส่งคำสั่งเรียกเก็บเงิน หรือ Request to pay
นอกจากบริการ electronic payment เช่น พร้อมเพย์ จะสะดวกและลดต้นทุนการบริหารเงินสด การกระทบยอดบัญชีให้แก่ภาคธุรกิจแล้ว จะทำให้เกิดข้อมูลธุรกรรมการเงินที่เชื่อถือได้ ซึ่งสถาบันการเงินสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ (information-based lending) ซึ่งจะเป็นช่องทางช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และลดการพึ่งพาการใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน
การสร้างสนามทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน ผ่านโครงการ Regulatory Sandbox เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ได้ทดลองให้บริการ รูปแบบใหม่ แก่ลูกค้าในวงจำกัดภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาประโยชน์ ความเสี่ยงจากบริการใหม่ๆ รวมทั้งหาแนวทางในการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะนำมาขยายผลเพื่อใช้ในวงกว้างต่อไป ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทดสอบภายในกระบะทราย 3 ด้าน คือ เทคโนโลยี blockchain สำหรับให้บริการหนังสือค้ำประกันและให้บริการโอนเงินข้ามชายแดน เทคโนโลยี biometrics สำหรับพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าทางการเงินด้วยตัวชี้วัดทางชีวภาพ และเทคโนโลยี QR Code ที่จะส่งเสริมระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
การผลักดันมาตรฐานและการใช้ QR Code ในการชำระเงิน ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่บริษัทบัตรเครดิตใหญ่ 5 แห่งของโลก รวมทั้งผู้ให้บริการทางการเงินในประเทศ ตกลงร่วมพัฒนาและใช้มาตรฐาน QR Code เดียวกันในการให้บริการชำระเงิน ซึ่งการมีมาตรฐานกลางของ QR Code ที่เปิดกว้าง จะ ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการใหม่ๆ จะเข้ามาแข่งขันได้ง่าย เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน ลูกค้าสามารถใช้ mobile application ของตน อ่าน QR Code ของร้านค้าได้ทุกแห่ง สำหรับร้านค้าเองก็ไม่จำเป็นต้องมี QR Code หลายแบบเพื่อรองรับเครือข่าย การชำระเงินที่หลากหลาย ทำให้ไม่ต้องพัฒนาระบบซ้าซ้อน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ขณะนี้ ธปท.ได้อนุญาตให้สถาบันการเงิน 5 แห่ง ให้บริการ QR Code เพื่อการชำระเงินได้เป็นการทั่วไปแล้ว และจะอนุญาตเพิ่มอีกหลายแห่งในอนาคตอันใกล้นี้
และเพื่อให้กฎกติกาพัฒนาไปพร้อมกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี ธปท.ได้ผลักดันพระราชบัญญัติระบบการชำระเงินฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับ กฎเกณฑ์ด้านการชำระเงินตามมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศ ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน เม.ย.นี้ n







