
รัฐเร่งกฎหมายหนุนธุรกิจเพื่อสังคม
รัฐเตรียมผลักดันกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม เข้า ครม.คาดมีผลใช้ใน 1 ปี พร้อมจัดตั้งกองทุนหนุนคนรุ่นใหม่ สร้างธุรกิจ
รัฐเตรียมผลักดันกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม เข้า ครม.คาดมีผลใช้ใน 1 ปี พร้อมจัดตั้งกองทุนหนุนคนรุ่นใหม่ สร้างธุรกิจ
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน เวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติเพื่อสังคม พ.ศ. ... ว่า ภายหลังการ รับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ เพื่อสังคมแล้วและนำทุกข้อเสนอมาดำเนินการแก้ไขปรับปรุง คาดว่าจะ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1 เดือนข้างหน้า ตามข้อสั่งการของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นจะเสนอสู่กฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ช่วงกลางปี 2561
สำหรับกฎหมายฉบับนี้มีประเด็น สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ คำนิยามของ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่การจัดตั้งต้องมีเป้าหมาย สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างชัดเจน โดย ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นหลัก เพื่อช่วย คนได้อย่างไม่จำกัด รวมถึงเมื่อมีกำไรจะต้องแบ่งคืนให้แก่สังคมในสัดส่วน 70% และปันผล 30% ต่อมา การ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่อาจจะมีการจัดตั้งกองทุนสามารถ เปิดรับเงินบริจาคจากภาคประชาชนหรือ ธุรกิจได้
นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งกองทุน ซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากจะช่วยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ คนในต่างจังหวัด หรือผู้ที่สนใจต้องการสร้างธุรกิจเพื่อสังคมได้เข้ามาจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้การมีงบประมาณส่งเสริมจากกองทุน โดยไม่ได้จำกัดเพียงคนที่มีฐานะเข้ามาทำธุรกิจเพื่อสังคมเท่านั้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนจำนวนมากในประเทศที่สนใจจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม และจะช่วยการสร้างธุรกิจเพื่อสังคมที่มีความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดทำบริษัทเพื่อสังคมมีจำนวนบริษัทกว่า 1,000 ราย รวมถึงในต่างประเทศ เช่น มีบริษัทขายรองเท้า หากลูกค้าซื้อรองเท้า 1 คู่ ของบริษัทจะมีการนำรองเท้าอีก 1 คู่ ไปแจกแก่เด็กในทวีปแอฟฟริกา เป็นต้น รวมถึงในประเทศไทยหลายบริษัทที่มุ่งดำเนินการธุรกิจเพื่อสังคม เช่น อภัยภูเบศร แม่ฟ้าหลวง หรือเลมอนฟาร์ม เป็นต้น เชื่อว่า การผลักดันกฎหมายจะเป็นจุดสำคัญช่วยปฏิรูปประเทศ
นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว.พร้อมร่วมผลักดันให้มีบริษัทเพื่อสังคม (Social Enterprise) หรือเอสอี เพราะถือเป็นอนาคตของประเทศไทยและสอดคล้องกับตลาดโลก







