
Disrupt ปรับโฉม พลิกตลาด‘เฮลท์แคร์’
นันทิยา วรเพชรายุทธก่อนหน้าที่ เจฟฟ์ เบซอส จะได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกผู้มีสินทรัพย์ถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3 ล้านล้านบาทในวันนี้ เขาก็เคยเป็นพนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กๆ มาก่อน แต่การคิดการใหญ่เป็น แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่ขยับจากธุรกิจขายหนังสือออนไลน์ไปสู่การพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ ทำให้เบซอสและอเมซอนได้ชื่อว่าเป็น Disruptor ที่สำคัญที่สุดรายหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐ
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ก่อนหน้าที่ เจฟฟ์ เบซอส จะได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกผู้มีสินทรัพย์ถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3 ล้านล้านบาทในวันนี้ เขาก็เคยเป็นพนักงานกินเงินเดือนตัวเล็กๆ มาก่อน แต่การคิดการใหญ่เป็น แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่ขยับจากธุรกิจขายหนังสือออนไลน์ไปสู่การพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ ทำให้เบซอสและอเมซอนได้ชื่อว่าเป็น Disruptor ที่สำคัญที่สุดรายหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐ
และในวันนี้ การเปลี่ยนแปลงถึงขั้นปฏิวัติพลิกโฉมหน้าก็คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งตามมาในอุตสาหกรรม "เฮลท์แคร์" หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ ซับซ้อนที่สุด คลุมเครือที่สุด และแพงขึ้นมากที่สุดในสหรัฐ
3 บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐได้แก่ อเมซอน เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ และ เจพีมอร์แกน เชส ประกาศผนึก ความร่วมมือจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาในลักษณะของกิจการร่วมค้าที่ไม่แสวงหากำไร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายด้านการดูแลสุขภาพของพนักงานบริษัททั้ง 3 แห่ง ที่มีจำนวนถึงราว 1 ล้านคนในสหรัฐ ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็อาจขยายออกไปสู่สาธารณชนชาวอเมริกันในวงกว้างตามมา
ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพในสหรัฐที่แพงชนิดหนักหนาสาหัส โดยแพงมากขึ้นทุกปีและแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อไปหลายเท่านั้น นับเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ในงบประมาณของรัฐที่พอกพูนขึ้นทุกๆ ปี โดยในปี 2017 ที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนถึง 18% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศ และยังเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่บริษัทเอกชนต้องร่วมแบกรับกับระบบประกันสุขภาพที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายซึ่งครอบคลุมลูกจ้างทั่วประเทศราว 160 ล้านคนในปัจจุบัน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนแห่งเบิร์กไชร์ ที่เป็น 1 ใน 3 บริษัทผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ใหม่นี้ถึงกับกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาพยาบาลที่โป่งพองขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับ "พยาธิตัวตืด" ที่ชอนไชเศรษฐกิจอเมริกันอยู่
แม้แผนการนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นคร่าวๆ ที่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วยังไม่มีแม้แต่ชื่อบริษัทและหัวเรือใหญ่ที่จะมาคุมบริษัทนี้เสียด้วยซ้ำ แต่เพียงแค่การประกาศเบื้องต้นก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ให้อุตสาหกรรมบริการสุขภาพในสหรัฐได้มากพอดูแล้ว โดยสะท้อนจากราคาหุ้นในกลุ่มเฮลท์แคร์ที่ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ธุรกิจประกันสุขภาพไปจนถึงบริษัทยาและเวชภัณฑ์ หุ้นของสองยักษ์ประกัน ซิกนา (Cigna) และแอนเธม (Anthem) ร่วงลงกว่า 5% ขณะที่หุ้นบริษัทยาอย่าง ซีวีเอส (CVS) และวอลกรีนส์ (Walgreens) ดิ่งลงไปกว่า 4%
นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ นักลงทุนและสาธารณชนจำนวนไม่น้อยกำลังเชื่อว่า มีความเป็นไปได้จริงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพของสหรัฐ ที่ได้ชื่อว่า "แพงที่สุดในโลก" และกัดกร่อนเงินในกระเป๋าของทั้งรัฐบาลและบริษัทเอกชนเอง
เพราะการกระโดดลงมาเล่นเองแบบข้ามอุตสาหกรรมเช่นนี้ต้องไม่ใช่แค่มีทุนหนาอย่างเดียว แต่ต้องมี "นวัตกรรม" อยู่ในมือพร้อมทั้งความเชื่อมั่นและศรัทธาพอตัว ซึ่งเมื่อมองไปยังทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวก็พอจะเห็นถึงความพร้อมเหล่านี้ บริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลก มีทั้งทุนหนาพร้อมวิสัยทัศน์ ส่วนเจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่สุดในสหรัฐนำโดยเจมี ไดมอนด์ ก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเงินและระบบการชำระเงิน ขณะที่หัวใจหลักอย่างอเมซอนมีนวัตกรรมและ "ฐานข้อมูล" ของผู้บริโภคจำนวนมหาศาล
ทิศทางคร่าวๆ ของบริษัทใหม่แห่งนี้ก็คือ เป็นองค์กรที่ทำงานอย่างเป็นอิสระและไม่เน้นผลกำไร โดยจะมุ่งไปยังการใช้ "เทคโนโลยี" เพื่อให้การบริการสุขภาพเป็นไปอย่าง 1.เรียบง่าย 2.มีคุณภาพสูง และ 3.โปร่งใส หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค ซึ่งที่สำคัญก็คือ หากทำให้เกิดความโปร่งใสได้มากขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายจริงในการพบแพทย์หรือรับบริการทางแล็บ ก็น่าจะนำไปสู่การบริหารจัดการและลดค่าใช้จ่ายได้ตามมา
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างพยายามมองรูปแบบความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออเมซอนลงมาเล่นในตลาดยาและบริการสุขภาพ โดยหนึ่งในความเป็นไปได้ก็คือ การเปิด Virtual Marketplace หรือตลาดสื่อกลาง ออนไลน์ให้ผู้ซื้อและผู้ขายบริการสุขภาพตกลงกันได้ง่ายขึ้น เหมือนกับการคลิกสั่งซื้อของในอเมซอน หรืออาจเปิดระบบผ่านแอพพลิเคชั่นโดย ตัด "คนกลาง" ที่เป็นบริษัทประกันหรือนายหน้าออกไป เพื่อให้บริษัท สามารถดีลกับหมอหรือโรงพยาบาล ได้โดยตรง
ขณะที่เจพี มอร์แกน ซึ่งปวดหัวกับการจ่ายค่าดูแลรักษาพยาบาลของพนักงานไป 1,250 ล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว ก็อาจช่วยเรื่องโมเดลการชำระเงินแบบใหม่หรือช่วยในเรื่องวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย โดยเจพี มอร์แกนนับเป็นหนึ่งในแบงก์ที่มีการลงทุนและผลักดันนวัตกรรมการเงินอย่างต่อเนื่อง และเจมี ไดมอนด์ก็ชื่นชมเจฟฟ์ เบซอส ในฐานะดิสรัปเตอร์ ผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมอยู่หลายครั้ง
จอห์น สกัลลี อดีตผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิ้ลที่ปัจจุบันเป็นประธานของ อาร์เอ็กซ์แอดวานซ์ บริษัท สตาร์ทอัพด้านเฮลท์แคร์ ให้มุมมองกับนิวยอร์ก ไทมส์ว่า บริษัทเหล่านี้ต่างก็มีประสบการณ์ตรงกับการใช้เทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านกับธุรกิจของตนเองกันมาแล้ว การเข้ามาเล่นของบริษัทใหญ่พวกนี้จึงน่าจะมาช่วยแก้ปัญหาหรือทดแทนในส่วนที่รัฐบาลไม่ได้ทำในเรื่องของการทำให้ระบบเฮลท์แคร์มีความยั่งยืนมากขึ้น
เควิน ฟิชเบ็ค นักวิเคราะห์จากแบงก์ออฟอเมริกาให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า ความท้าทายหลักของอเมซอนก็คือ ในฐานะบริษัทที่มุ่งเน้นผู้บริโภค อเมซอนจะสามารถพัฒนาระบบหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคออกมาได้จริงๆ หรือไม่ เนื่องจากระบบเฮลท์แคร์ในปัจจุบันนั้นถือว่ามีความซับซ้อนและยากต่อการบริหารจัดการ
แม้จะยังไม่มีอะไรรับประกัน ความสำเร็จของโครงการนำร่องนี้ได้ ทว่าอย่างน้อยที่สุด การมาบรรจบกันของ 3 ผู้เล่นรายใหญ่ในสหรัฐที่มีทั้งเงินและนวัตกรรมทางไอทีและการเงิน ก็นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์จะต้องไม่ถูกผูกขาดและคุมราคาโดยคนแค่กลุ่มหนึ่งอีกต่อไป และการร่วมมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 แห่งก็น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นให้เห็นมาแล้ว n







