
ดิจิทัลเปลี่ยนโลก
น่านฟ้า มหาเมฆกระแสดิจิทัลได้ถาโถมเข้าใส่วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ บนโลก ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีวันเหมือนเดิม อะไรหลายๆ อย่างที่ดูเหมือนจะมั่นคงในอดีต หากไม่สามารถปรับตัวตามกระแสดิจิทัลได้ทัน ก็ได้ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย อาทิ บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างโนเกีย อีริคสัน โมโตโรล่า และแบล็คเบอร์รี่ ที่ในสมัยยุค 90 บริษัทเหล่านี้ครองส่วนแบ่งในตลาดมือถือเกือบจะทั้งหมด แต่เพียงไม่กี่ปี ภายหลังการเข้ามาของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ นำโดยบริษัท แอปเปิ้ลและซัมซุง สองผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในตลาดมือถือยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้นำในตลาดเดิม ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป จนคนยุคปัจจุบันแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ โลกยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
น่านฟ้า มหาเมฆ
กระแสดิจิทัลได้ถาโถมเข้าใส่วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ บนโลก ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่มีวันเหมือนเดิม อะไรหลายๆ อย่างที่ดูเหมือนจะมั่นคงในอดีต หากไม่สามารถปรับตัวตามกระแสดิจิทัลได้ทัน ก็ได้ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย อาทิ บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างโนเกีย อีริคสัน โมโตโรล่า และแบล็คเบอร์รี่ ที่ในสมัยยุค 90 บริษัทเหล่านี้ครองส่วนแบ่งในตลาดมือถือเกือบจะทั้งหมด แต่เพียงไม่กี่ปี ภายหลังการเข้ามาของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ นำโดยบริษัท แอปเปิ้ลและซัมซุง สองผู้เล่นยักษ์ใหญ่ในตลาดมือถือยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้นำในตลาดเดิม ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป จนคนยุคปัจจุบันแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ โลกยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ล่าสุดภายหลัง ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิ้ล ได้ออกมายอมรับว่าบริษัทได้ปรับลดประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าลง โดยอ้างสาเหตุเรื่องการเสื่อมของแบตเตอรี่ ได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของสาวกไอโฟนไปทั่วโลก หลายประเทศผู้ใช้งานได้รวมตัวกันฟ้องแอปเปิ้ล ส่งผลกระทบต่อยอดขายของไอโฟนเทน สมาร์ทโฟนเรือธง รุ่นใหม่ที่ได้เปิดตัวไป เป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทแม่ต้องรีบแก้โดยด่วน มิฉะนั้นอาจได้สูญหายไปเหมือนเช่นบริษัทชั้นนำของวงการมือถือในอดีต บทเรียนมีให้เห็นอยู่
กระแสดิจิทัลได้ส่งผลกระทบไปทั่วทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการสื่อและสิ่งพิมพ์ ช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา นิตยสารปกใหญ่บนแผงหนังสือได้ทยอยปิดตัวลงไปอย่างต่อเนื่อง บางส่วนได้ผันตัวไปอยู่ในสื่อออนไลน์ และผลประกอบการของทีวีดิจิทัลที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป พร้อมๆ กับเม็ดเงินในธุรกิจโฆษณาที่โยกไปหาสื่อดิจิทัลมากขึ้น
ธุรกิจการเงินการธนาคารเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การพัฒนาของ "ฟินเทค" (Financial Technology) ทำให้ ผู้บริโภคยุคใหม่นิยมทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์มากขึ้น ผลกระทบในประเทศไทยเห็นได้ชัดจากข้อมูลธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปี 2560 ช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) พบว่ามีจำนวนสาขารวมทั่วประเทศ อยู่ที่ 6,800 สาขา ลดลง 216 สาขา จากสิ้นปี 2559 ที่มี 7,016 สาขา ซึ่งเป็นการปิดสาขาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีจำนวนปิดสาขามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในวงการการเงินการธนาคาร จนล่าสุดสหภาพแรงงานของธนาคารไทยพาณิชย์ ได้นัดชุมนุมใหญ่ เพื่อยื่นข้อเสนอกับผู้บริหารให้ทบทวนนโยบายของบริษัทที่มุ่งลดจำนวนสาขา
ไม่ใช่แต่เฉพาะการทยอยปิดสาขาของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเท่านั้น แนวโน้มทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือประเทศไทยเราเอง ในอดีตธนาคารมีต้นทุนสูงจากการตั้งสาขาและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร แต่เมื่อเกมเปลี่ยน เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ จำนวนสาขาและพนักงานจึงต้องปรับลดลง ลดต้นทุน ปรับตัวสู้กับการแข่งขันในธุรกิจยุคดิจิทัล เหมือนคำกล่าวของ บิล เกตส์ ที่ว่า "Banking is necessary, banks are not"
นอกจากวงการธนาคารแล้ว ธุรกิจค้าปลีกก็ได้รับผลกระทบ ไม่ต่างกัน การเข้ามาของ e-Commerce และการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทั่วโลก เช่น ในอเมริกาการล่มสลายของยักษ์ใหญ่ค้าปลีก Walmart ซึ่งเคยเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก ล่าสุด มหาเศรษฐีหุ้น Warren Buffett ตัดสินใจขายหุ้น Walmart ทั้งหมดที่ตนถืออยู่ โดยให้เหตุผลว่า "Walmart ไม่สามารถปรับตัวสู้กับ Amazon และ e-Commerce รายอื่นๆ ได้"
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงในปี 2017 ที่ผ่านมา กระแสเงินดิจิทัลนำโดยสกุลบิตคอยน์ กำลังเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงทั่วโลก จากมูลค่าที่สูงขึ้นเกือบ 300 เปอร์เซ็นต์ ภายในปีเดียว ทำให้คนเริ่มสงสัยว่าบิตคอยน์คืออะไร และอนาคตจะเป็นเช่นไร
บิตคอยน์ คือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีธนาคารกลางของประเทศใดควบคุม การทำธุรกรรมการเงินผ่านเงินดิจิทัลจึงยากต่อการตรวจสอบ ในอดีตอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แฮ็กเกอร์ โรแมนซ์สแกม มีจุดเชื่อมโยงคือการโอนเงินผ่านธนาคาร คดีส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะเริ่มต้นสืบสวนจากเส้นทางทางการเงินไปจนถึงผู้เปิดบัญชีและผู้เบิกเงิน แต่ในอนาคตหากเป็นการจ่ายเงินผ่านสกุลดิจิทัลจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้เลย
นอกจากนี้ การโยกย้ายถ่ายเทเงินผิดกฎหมายขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายก่อการร้าย ธุรกิจมืดต่างๆ ทั้งลักลอบค้าอาวุธสงคราม ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ข้ามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้เงินดิจิทัลเป็นตัวกลาง เป็นเรื่องที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังเฝ้าจับตา ล่าสุด คอยน์เช็ค บริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลรายใหญ่ของญี่ปุ่นถูกแฮ็กเกอร์โจมตี ได้รับความเสียหายถึง 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.65 หมื่นล้านบาท เสียหายมากกว่าเหตุการณ์โจรปล้นธนาคารจริงๆ หลายเท่านัก
การเปลี่ยนแปลงจากกระแสดิจิทัลที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ต้อง "ฉุกคิด เร่งทำ" เตรียมตัวตั้งรับความเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้ทัน หามาตรการรองรับ หยิบฉวยโอกาสและความได้เปรียบจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากเดินพลาดพลั้ง ความเสียหายจากกระแสดิจิทัล อาจจะรุนแรง เกินกว่าที่ใครคาดคิด!!! n







