posttoday
คลังฟันธงบาทแข็งค่าเพิ่ม ผันผวนลดลงกว่าปีก่อน

คลังฟันธงบาทแข็งค่าเพิ่ม ผันผวนลดลงกว่าปีก่อน

29 มกราคม 2561

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการแข็งค่าเงินบาทต่อเนื่องเป็นประเด็น ร้อนเศรษฐกิจปี 25561 ถึงขนาดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแข็งค่าเร็วเกินไป และหากแนวโน้มยังเป็นอย่างนี้จะกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ธปท.จึงต้องติดตามใกล้ชิดมากขึ้น และอาจจะต้องมีมาตรการดูแลค่าเงินบาทเพิ่มเติมหากพบการเคลื่อนไหวผิดปกติ

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การแข็งค่าเงินบาทต่อเนื่องเป็นประเด็น ร้อนเศรษฐกิจปี 25561 ถึงขนาดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแข็งค่าเร็วเกินไป และหากแนวโน้มยังเป็นอย่างนี้จะกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ธปท.จึงต้องติดตามใกล้ชิดมากขึ้น และอาจจะต้องมีมาตรการดูแลค่าเงินบาทเพิ่มเติมหากพบการเคลื่อนไหวผิดปกติ

ด้าน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ได้สั่งการให้คลังหามาตรการเพิ่มเติมช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งการเร่งชำระหนี้ต่างประเทศ เร่งการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ต้องซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ เพื่อให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐไหลออกจากประเทศเพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

ล่าสุดประมาณการเศรษฐกิจปี 2560 และ 2561 ของกระทรวงการคลัง ที่คาดว่าปี 2560 จะขยายตัวได้ 4% และปี 2561 ขยายตัว 4.2% ก็มีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายยังคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ราคาน้ำมันดิบไม่ได้เพิ่มสูงมาก การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวได้ดีจากการเร่งเบิกจ่าย แต่ด้านค่าเงินบาทกลายเป็นอุปสรรคกับการขยายตัวเศรษฐกิจ

กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยปี 2560 ที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 33.94 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 3.8% จากค่าเฉลี่ยของปี 2559 แต่ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2561 ถึง 26 ม.ค. 2561 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 31.96 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นมา 5.8% จากค่าเฉลี่ยของปี 2560

ส่งผลให้คลังต้องปรับประมาณ ค่าเงินบาทปี 2561 ค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 32.25 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปี 2560 ที่ 5% แต่ก็ยังอ่อนค่ากว่าปัจจุบันเทียบกับตัวเลขเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2560 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.35 บาท/ดอลลาร์

"แนวโน้มค่าเงินบาทปีนี้ จะเห็นว่ามีการอ่อนค่าลงบ้าง แต่ทั้งปีแล้วก็ยังแข็งค่ากว่าปีที่ผ่านมา และมีความผันผวนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา" กุลยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การดูค่าเงินบาทต้องเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เมื่อดูเป็นตระกร้าเงินกับประเทศคู่ค้า 15 ประเทศ ในปี 2560 ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ปี 2560 อยู่ที่ 105.6 จุด แข็งค่าขึ้น 4.9% จากปี 2559

แต่เมื่อดูดัชนีค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 108.2 จุด แข็งค่าขึ้น 2.5% จากปีก่อน คาดว่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 107.6 จุด หรือแข็งค่าเพิ่มขึ้น 1.9% จากปี 2560

กุลยา กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าในปี 2561 มาจากค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง สวนทางกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ปรับขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ไม่ได้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐอีก 3 ครั้งในปีนี้ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านพื้นฐานการปฏิรูปภาษีสหรัฐ ซึ่งจะทำให้มีการขาดงบประมาณ และการขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลกระทบทางลบทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก

กุลยา กล่าวว่า ในปีนี้ยังมีความผันผวนของค่าเงินโลก จากประเด็นความขัดแย้งประเทศเกาหลีเหนือที่อาจปะทุขึ้น การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐก็มีส่วนที่จะกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสกุลต่างๆ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์สถาบันหลักๆ ก็มองค่าเงินไปในทิศทางเดียวกันกับกระทรวงการคลัง มี 14 แห่ง มองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าเพิ่มมากขึ้น มี 4 แห่งมองว่าค่าเงินบาทจะทรงตัว และอีก 5 แห่ง มองว่าจะอ่อนค่าลง ซึ่งคลังต้องติดตามว่า 5 แห่งหลังนี้อาจจะมีการปรับมุมมองใหม่

โดยสรุปแล้วค่าเงินบาทของไทย ปีนี้แข็งค่าขึ้นจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเงินเยนที่ค่อนข้างทรงตัว แต่เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวไม่ต่างจากค่าเงินบาทมากนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท