
เรียกร้องสมาคมนักข่าวฯ เปิดเผยผลสอบ'บิ๊กสื่อ'ฉบับเต็ม
ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคลุมเครือต่อผลการสอบสวนกรณีบิ๊กสื่อดังขึ้นอย่างอื้ออึง ภายหลังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเผยแพร่แถลงการณ์ความยาว 2 หน้ากระดาษ จนนำไปสู่การตีความที่หลากหลาย
ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคลุมเครือต่อผลการสอบสวนกรณีบิ๊กสื่อดังขึ้นอย่างอื้ออึง ภายหลังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเผยแพร่แถลงการณ์ความยาว 2 หน้ากระดาษ จนนำไปสู่การตีความที่หลากหลาย
คำถามที่สังคมต้องการความชัดเจนก็คือ ผลการแสวงหาข้อเท็จจริงซึ่งใช้ระยะเวลานานร่วมครึ่งปีกว่าจะได้เผยแพร่ มีข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เพียง 2 ย่อหน้า เท่านั้นหรือ
ข้อเคลือบแคลงที่เกิดขึ้น ได้รับคำอธิบายจาก เจษฎ์ โทณวณิก หนึ่งในคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงฯ ว่า เนื้อหาในแถลงการณ์ของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2561 เป็นเพียงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสาระสำคัญและรายละเอียดอื่นๆ ที่ช่วยอธิบายเหตุการณ์ให้มีความชัดเจนได้มากขึ้นอีก
นักกฎหมายรายนี้ อธิบายต่อไปว่า คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงฯ ได้จัดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ให้กับสมาคมนักข่าวฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสมาคมนักข่าวฯ ได้ตัดทอนสาระสำคัญจากรายงานฉบับนั้นออกมาเป็นแถลงการณ์ฉบับย่อ ซึ่งก็เป็นสิทธิของสมาคมนักข่าวฯ ตามที่ได้ตกลงกันไว้กับคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงฯ
"หากสังคมมีข้อสงสัย หรือเห็นว่าแถลงการณ์ยังมีความคลุมเครือ ก็อยู่ที่สมาคมนักข่าวฯ จะต้องเป็นผู้ชี้แจง" เจษฎ์ กล่าว
อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เธอแสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกผิดหวังกับแถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวฯ เพราะนอกจากจะไม่ใช่การตรวจสอบที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของฝ่ายหญิงด้วย
ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุว่าการถูกเนื้อต้องตัวด้วยความสนิทสนมเป็นวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งอังคณามองว่าเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะความสนิทไม่ได้หมายความว่าจะสามารถถูกเนื้อต้องตัวกันได้ หรือแม้แต่พฤติกรรมอื่นๆ เช่น เพียงแค่การใช้สายตา คำพูด นั่งใกล้ชิดกันแล้วเปิดภาพลามกดู ก็ล้วนแต่เข้าข่ายการคุกคามทางเพศทั้งสิ้น
เธอเรียกร้องว่า หากสมาคมนักข่าวฯ ยังเห็นว่ารายงานฉบับสมบูรณ์จำนวน 14 หน้า ของคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นรายงานที่เคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ ก็ควรจะเปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ทั้งหมดให้สังคมได้รับทราบ
"แถลงการณ์ที่ตัดทอนมาเหลือ 2 หน้าไม่ได้สร้างความกระจ่างใดๆ เลย" อังคณา กล่าว
สอดคล้องกับอีกหนึ่งนักสิทธิสตรีอย่าง ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ที่ตั้งข้อสังเกตว่า แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวฯ ถือเป็น "ผงซักฟอก" ใช่หรือไม่ เพราะแถลงการณ์ฉบับนี้มีความคลุมเครืออย่างมาก หากสมาคมนักข่าวฯ มีรายงานฉบับสมบูรณ์จำนวน 14 หน้าอยู่ ก็ควรนำออกมาเผยแพร่
"ต้องให้ความชัดเจนว่ารายงานฉบับสมบูรณ์แตกต่างไปจากแถลงการณ์อย่างไร มีการแปลงสารหรือสาระสำคัญหรือไม่ ทำไมต้องตัดจาก 14 หน้า เหลือเพียง 2 หน้า" ทิชา ให้ความเห็น
ทิชา กล่าวอีกว่า ที่บอกว่าการทำงานด้วยความสนิทสนมและเกิดการหยอกล้อหรือถูกเนื้อต้องตัวกันได้นั้น นับเป็นความเพี้ยนไปใหญ่ เพราะไม่ว่าวัฒนธรรมใดๆ ก็ตาม ผู้ร่วมองค์กรไม่มีสิทธิจะมาคุกคาม หรือแม้แต่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ สิ่งนี้ต้องไม่เกิดขึ้น
"สิ่งที่สุดยอดก็คือสมาคมนักข่าวฯ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กลับมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด แล้วจะไปตรวจสอบใครได้" นักสตรีรายนี้ตั้งคำถาม และเสนอว่า คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงฯ ควรใช้จังหวะที่สังคมกำลังเกิดความคลุมเครือออกมาแถลงข่าวให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็จะมีประวัติที่ไม่ขาวสะอาดติดตัวไปด้วย และจะถูกตั้งคำถามจากสังคมอีกไม่จบสิ้น
ด้านนายกสมาคมนักข่าวฯ ปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ กล่าวถึงประเด็นการเรียกร้องให้เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ว่า น้อมรับทุกคำวิจารณ์จากทุกภาคส่วน แต่สมาคมนักข่าวฯ มองในมิติของความละเอียดอ่อน โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบกับเรื่องเพศ ซึ่งไม่ว่าจะนำเสนออย่างไรก็จะมีผลกระทบต่อทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
"ความเป็นมืออาชีพจำเป็นต้องระลึกถึงผลกระทบด้านนี้อย่างจริงจัง แถลงการณ์ที่สมาคมนักข่าวฯ ออกมีความชัดเจนและตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรคลุมเครือตามที่เป็นกระแสข่าวกัน ส่วนใครที่ว่าคลุมเครือหรือสงสัยในเรื่องใดก็ควรจะไปถามคนๆ นั้นเองว่าแถลงการณ์นี้คลุมเครืออย่างไร" นายกสมาคมนักข่าวฯ ระบุ







