
สหกรณ์ป่วน กรุงไทยขึ้นดอกเบี้ย
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ในแวดวง "สหกรณ์ออมทรัพย์" เริ่มมีความปั่นป่วนกันอีกระลอก หลังจากที่เจอธนาคารกรุงไทยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นพรวด 1-2% โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ระดมสมองเรื่องผลกระทบการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยในเบื้องต้น ชสอ.จะร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ประสบปัญหา
ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ในแวดวง "สหกรณ์ออมทรัพย์" เริ่มมีความปั่นป่วนกันอีกระลอก หลังจากที่เจอธนาคารกรุงไทยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นพรวด 1-2% โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ระดมสมองเรื่องผลกระทบการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยในเบื้องต้น ชสอ.จะร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ประสบปัญหา
โดยส่วนใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์กลุ่มข้าราชการ เช่น ครู ตำรวจ ทหาร และข้าราชการในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่ธนาคารกรุงไทยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์เพิ่มขึ้น 1% จากเดิมอัตราดอกเบี้ยกู้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.11% เพิ่มเป็น 5.15% และมีสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งที่ถูกธนาคารกรุงไทยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นจาก 3.75% เป็น 6% หรือเพิ่มขึ้น 2-2.25%
ในการประชุมครั้งนี้เบื้องต้นพบว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 62 แห่ง ได้รับผลกระทบแล้วจากเงินที่กู้จากธนาคารกรุงไทย วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท และเชื่อว่ามีอีกหลายสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ใกล้ครบกำหนดสัญญาเงินกู้และจะต้องต่อสัญญาเงินกู้ใหม่ จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเช่นกัน และท้ายสุดผลกระทบก็ไปตกกับสมาชิกรายย่อยถูกปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เช่นกัน
สำหรับทางออกการแก้ไขปัญหานั้น ชสอ.ต้องเร่งหาวิธีช่วยเหลือสหกรณ์สมาชิก โดยในระยะสั้นจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการให้สหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีฐานะดี เช่น การบินไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ช่วยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคารกรุงไทย เพื่อนำไปรีไฟแนนซ์หนี้ หรือชำระหนี้คืนให้กับธนาคารกรุงไทย
ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันว่าการให้สหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกรุงไทยนั้น จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร แต่เบื้องต้นควรที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าธนาคารกรุงไทย ที่พอจะช่วยลดภาระต้นทุนการเงินของสหกรณ์สมาชิกได้ เพื่อที่สหกรณ์ออมทรัพย์แต่ละแห่ง ไม่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ให้กับสมาชิก
พล.ท.วีระ วงศ์สรรค์ ประธาน ชสอ. กล่าวว่า ชสอ.ได้เชิญชวนให้สหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงหรือมีเงินฝากมากๆ อาจจะลงขันนำเงินมาไว้ที่ ชสอ. เพื่อเป็นตัวกลางในการกระจายการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์รายเล็ก โดยเบื้องต้นขอให้คิดอัตราดอกเบี้ย ที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นสหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ได้เสนอดอกเบี้ยที่จะให้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดเล็กในอัตราที่แตกต่างกันตั้งแต่ 3.75-4.5% ซึ่งก็ยังต่ำกว่าธนาคารกรุงไทยที่คิดอัตราดอกเบี้ย 6% ซึ่ง ชสอ.ก็พยายามที่จะเจรจาอัตราดอกเบี้ยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากเป็น กระบวนการช่วยเหลือสหกรณ์ด้วยกัน อีกทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์กลุ่มอาชีพข้าราชการ ซึ่งไม่มีความเสี่ยง เพราะจะต้องถูกหักเงินเดือนจ่ายชำระค่างวดเงินกู้อยู่แล้ว
ประเด็นปัญหาที่เกิดยิ่งตอกย้ำประสิทธิภาพการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในไทย ที่กำลังประสบปัญหาโครงสร้างทางการเงินที่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินระยะสั้นมาปล่อยกู้ระยะยาวให้สมาชิก ทั้งๆ ที่หลักการของสหกรณ์ระดมเงินฝากจากสมาชิกเพื่อมาปล่อยกู้ให้สมาชิก ดังนั้นเมื่อสถาบันการเงินปรับเงินกู้หรือเรียกเงินกู้คืนจะทำให้เกิดปัญหา
สอดคล้องกับรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการประเมินเสถียรภาพไทย โดยเฉพาะประเด็น "สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย" ได้ระบุว่าระบบสหกรณ์เริ่มสะสมความเสี่ยงมากขึ้นจากการที่สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีปัญหาการบริหาร โดยมีพฤติกรรมการช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการให้เงินกู้ใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม (Rollover) ซึ่งทำให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์อาจไม่สะท้อนฐานะความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อที่แท้จริง รวมทั้งลูกหนี้ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมทั้งมีการประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ที่ต่ำเกินควร อีกทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกเครดิตบูโรจึงไม่เห็นภาพรวมลูกหนี้แต่ละรายว่ามีหนี้ที่ใดบ้าง
อีกประเด็นที่สำคัญ สหกรณ์ออมทรัพย์มักพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้น ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าระยะยาว ทั้งจากสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์อื่น เพื่อมาปล่อยกู้ระยะยาวให้แก่สมาชิก ทำให้มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากความไม่สอดคล้องของระยะเวลาการกู้ยืม (Maturity Mismatch) นี่ก็เป็นหนึ่งทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์กำลังเผชิญปัญหาอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหน่วยกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องจะได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องเร่งยกระดับกรอบกฎหมายและกระบวนการกำกับดูแลความเสี่ยงของสหกรณ์ต่อไป เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาลที่ดี รวมทั้งมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับปรัชญาของสหกรณ์ n







