
ของฟรีไม่มีในโลก
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์เมื่อปี 2014 เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องเพลงป๊อปสาวชื่อดัง ประกาศตัดขาดกับ "สปอติฟาย" และบริการสตรีมมิ่งเพลงอื่นๆ และหันไปร่วมงานกับ "แอปเปิ้ลมิวสิค" เพียงเจ้าเดียวแทน เนื่องจากสปอติฟายและสตรีมมิ่งเจ้าอื่นเปิดให้ฟังฟรีและไม่มีการเก็บค่าสมาชิก ต่างกับแอปเปิ้ลที่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเพียงอย่างเดียว ก่อนที่สวิฟต์จะหวนคืนสปอติฟายอีกครั้งในปี 2017 หลังมีการจำกัดการฟังเพลงฟรี
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เมื่อปี 2014 เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องเพลงป๊อปสาวชื่อดัง ประกาศตัดขาดกับ "สปอติฟาย" และบริการสตรีมมิ่งเพลงอื่นๆ และหันไปร่วมงานกับ "แอปเปิ้ลมิวสิค" เพียงเจ้าเดียวแทน เนื่องจากสปอติฟายและสตรีมมิ่งเจ้าอื่นเปิดให้ฟังฟรีและไม่มีการเก็บค่าสมาชิก ต่างกับแอปเปิ้ลที่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเพียงอย่างเดียว ก่อนที่สวิฟต์จะหวนคืนสปอติฟายอีกครั้งในปี 2017 หลังมีการจำกัดการฟังเพลงฟรี
แม้สตรีมมิ่งเพลงจะได้รับความนิยมมากขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสมาคมสื่อดิจิทัลของสหรัฐ คาดการณ์ว่าในปีที่ผ่านมารายได้จากการสตรีมมิ่งในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.08 แสนล้านบาท) จากปี 2016 แต่อุตสาหกรรมคนทำเพลงก็วิพากษ์ วิจารณ์สตรีมมิ่งอย่างหนัก เพราะไม่ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ที่เพียงพอ
กาเบียร์ เชห์กัล นักข่าวของซีเอ็นบีซี ระบุว่า สปอติฟายจ่ายค่าฟังเพลงราว 0.006-0.0084 ดอลลาร์ หรือไม่ถึง 20 สตางค์ ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงทุกครั้งที่มีการเปิดเล่น ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงยังต้องแบ่งรายได้ดังกล่าวอีกระหว่างค่ายเพลง ผู้ผลิต นักเขียนเพลง และศิลปิน
จากข้อมูลดังกล่าว เท่ากับว่าใน 1 เพลง หากมีการเล่นทั้งหมด 1 ล้านครั้งใน 1 ปี จะได้รายได้ทั้งหมด 6,000 ดอลลาร์ (ราว 1.92 แสนบาท) และหากแบ่งให้กับค่ายเพลง ผู้ผลิต นักเขียนเพลง และศิลปิน (นักดนตรีและนักร้อง) ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะได้คนละ 4.8 หมื่นบาท หรือมีรายได้ตกเดือนละ 4,000 บาท
"ดนตรีคือศิลปะ ศิลปะเป็นสิ่งสำคัญและหาได้ยากยิ่ง สิ่งที่สำคัญและหาได้ยากจึงมีคุณค่า และสิ่งที่มีคุณค่าควรที่จะได้รับการจ่ายเงินให้" สวิฟต์ กล่าวผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ไม่นานก่อนที่จะประกาศถอนเพลงออกจากสปอติฟายทั้งหมดเมื่อปี 2014
สมาคมผู้จัดจำหน่ายเพลงของสหรัฐและสมาคมนักแต่งเพลงแห่งชาติสหรัฐ ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการด้านการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของสหรัฐ (ซีอาร์บี) เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ออกมาประกาศว่า ซีอาร์บีได้กำหนดให้สตรีมมิ่งต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงจาก 10.5% เป็นอย่างน้อย 15.1% จนถึงปี 2022
สำหรับธุรกิจสตรีมมิ่งแล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะกลายเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะในปัจจุบัน สตรีมมิ่งยังยากจะทำกำไรจากโมเดลธุรกิจในปัจจุบัน เช่น สปอติฟายที่แม้คาดว่าจะมีรายได้ปรับเพิ่มขึ้น 40% เมื่อปีที่แล้วเป็น 4,100 ล้านยูโร (ราว 1.59 แสนล้านบาท) แต่ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงขาดทุนที่ 100-200 ล้านยูโร ขณะที่ในปี 2016 ขาดทุนไปแล้ว 560 ล้านยูโร
เชห์กัล จากซีเอ็นบีซี แสดงทัศนะว่าสตรีมมิ่งควรปรับตัวเป็นค่ายเพลงที่มีคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นเองนำเสนอบนแพลตฟอร์มคล้ายกับเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งทุ่มทุนสร้างซีรี่ส์และภาพยนตร์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำสัญญากับศิลปินต่างๆ
เมื่อของฟรีและดีไม่มีในโลก และการแบ่งรายได้ควรทำอย่างเท่าเทียม อุตสาหกรรมสตรีมมิ่งก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย







