posttoday
ค่าพีอีตลาดสูงผิดปกติจากกลุ่มหุ้น ABCDE

ค่าพีอีตลาดสูงผิดปกติจากกลุ่มหุ้น ABCDE

28 มกราคม 2561

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาตemail : [email protected]ระยะสั้น ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสทำกำไรจำกัด

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, และรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ธนชาตemail : [email protected]

ระยะสั้น ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสทำกำไรจำกัด

ดัชนีหุ้นที่ไต่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดันให้ค่าพีอีที่ใช้กำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังของตลาดหุ้นไทยขึ้นไปแตะ 19.9 เท่า ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐ ไต่สูงขึ้นเหนือ 2.7%

ค่าพีอีที่สูงขึ้น ดึงค่า Earning Yield หดเหลือเพียง 5.0% หมายเหตุ : Earning Yield เป็นส่วนกลับของค่าพีอี และตีความในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)

ค่าชดเชยความเสี่ยงที่อาจวัดได้จาก Yield Gap (คำนวณจาก Earning Yield หักด้วยบอนด์ยีลด์ 10 ปี) จึงลดลงเหลือเพียง 2.3% เปรียบเทียบกับค่าชดเชยความเสี่ยงเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งอยู่ที่ 4.9% หากใช้ประมาณการกำไรปี 2561 ที่ช่วยลดค่าพีอีเหลือ 16.3 เท่า ค่าชดเชยความเสี่ยงก็ยังอยู่ที่ 3.43% ยังคงต่ำกว่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ดี

อย่างไรก็ดี นักกลยุทธ์ค่ายธนชาตมองต่างว่า ค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยถูกบิดเบือนให้ดูสูงผิดปกติ เนื่องจากการปรับสูงขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว ที่เทรดกันที่ค่าพีอีสูงลิ่วอย่างกลุ่มหุ้น ABCDE = AOT (48.7เท่า) BJC (50.22 เท่า) CPALL (38.6 เท่า) DTAC (74.2เท่า) และ EA (66.9 เท่า)

หากไม่รวมกลุ่มหุ้น ABCDE ค่าพีอีของตลาดที่ใช้กำไร 4 ไตรมาสย้อนหลัง (Trailing PE) จะอยู่ที่ 17.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2013-2017 ที่ 17.5 เท่า ยิ่งถ้าใช้ประมาณกำไรปี 2018 (Forward PE) ค่าพีอีจะลดเหลือเพียง 14.8 เท่า

ภาพระยะยาว ยังคงมุมมองบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดตราสารหนี้ ที่จะถูกกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวพร้อมๆ กันแทบทุกภูมิภาค ส่งผลดีต่อการส่งออกและท่องเที่ยวบ้านเรา แต่ผลบวกนี้ถูกลดทอนลงบ้างจาก "บาทแข็งพรวด" มาที่ 31 บาทต้น/ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อผนวกกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคที่ค่อยๆ โงหัวขึ้น เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 4.3% ในช่วงปี 2561-2563 เมื่อเศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น จะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัททั่วไป

ขณะที่สภาพคล่องในประเทศที่ยังสูงลิ่ว จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้อยังต่ำ ทำให้อัตราดอกเบี้ยไทยยังไม่ขึ้นเร็ว

เป้าหมายปี 2561-2562 ของ SET อยู่ที่ 1,900-2,050 จุด ชอบกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากเศรษฐกิจในประเทศเร่งตัว ปัจจัยฤดูกาลช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้น อย่างกลุ่มสถาบันการเงิน (KBANK TMB THANI) ค้าปลีก (CPN CPALL BEAUTY RS) และกลุ่มพลังงาน (PTT PTTGC BANPU)

ภายใต้มุมมองบวกต่อเศรษฐกิจ ทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นพูดได้ว่านักลงทุนอยู่ในโหมด "อยากเสี่ยง" มากขึ้น (Risk on Mode) ในสถานการณ์ที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นสูง ย่อมเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงลดลง

ขณะนี้ค่าชดเชยความเสี่ยงเคลื่อนไหวอยู่แถว ค่าเฉลี่ย - 1SD (4.9% - 1.2% = 3.7%) การเข้าลงทุนช่วงนี้จึงมีโอกาสทำกำไรไม่มากนัก ควรรอให้ราคาหุ้นลดความร้อนแรงลงบ้าง และ/หรือบอนด์ ยีลด์ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงค่อยหาจังหวะซื้อลงทุน

สรุปว่าภาพระยะยาวยังเป็นขาขึ้น ยังแนะนำให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ แต่ภาพระยะสั้นจะเผชิญกับแรงขายกำไรระยะสั้น โดยเฉพาะแนวต้าน 1,850 จุด +/- จุด

แนะรอโอกาสเก็บสะสมหุ้นพื้นฐานดี ช่วงตลาดปรับฐานย่อยแถว 1,800 จุด หรือต่ำกว่า

ทั้งนี้ ควรศึกษาบทวิเคราะห์รายหุ้นก่อนตัดสินใจลงทุน ผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android

ดาวน์โหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK

พบกันใหม่ สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท