
ช่องโหว่ไซเบอร์ ขัดขาคริปโตผงาด
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์เมื่อไม่นานนี้ ข่าวแฮ็ก "คอยน์เช็ก" เว็บเทรดเงินดิจิทัลรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังสร้างความหวาดหวั่นยิ่งขึ้นให้กับบรรดาเทรดเดอร์เงินดิจิทัลและรัฐบาลทั่วโลก เพิ่มขึ้นมาจากความกังวลหลักเดิมๆ ก่อนหน้านี้จากปัญหาราคาผันผวนสูงและความเสี่ยงเกิดฟองสบู่จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
เมื่อไม่นานนี้ ข่าวแฮ็ก "คอยน์เช็ก" เว็บเทรดเงินดิจิทัลรายใหญ่ของญี่ปุ่น กำลังสร้างความหวาดหวั่นยิ่งขึ้นให้กับบรรดาเทรดเดอร์เงินดิจิทัลและรัฐบาลทั่วโลก เพิ่มขึ้นมาจากความกังวลหลักเดิมๆ ก่อนหน้านี้จากปัญหาราคาผันผวนสูงและความเสี่ยงเกิดฟองสบู่จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน
แม้การแฮ็กเงินดิจิทัลจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากความพยายามเจาะระบบเว็บเทรดครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2012 แล้ว โดย เล็กซ์ โซโกลิน ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ฟินเทคของบริษัทวิจัย ออโตโนมัส รีเสิร์ช เปิดเผย กับบลูมเบิร์กว่า ตลอดเวลาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ขโมยเงินดิจิทัล ที่รวมถึงบิตคอยน์และอีเธอเรียม ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขายมากที่สุดอันดับ 1 และอันดับ 2 คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 หมื่น ล้านบาท)
ขณะที่ล่าสุดนั้น การพลาดท่าปล่อยให้แฮ็กเกอร์เข้ามาขโมยเงินดิจิทัลในระบบไปได้ถึง 5.8 หมื่น ล้านเยน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ยิ่งตอกย้ำว่า การครอบครองเงินดิจิทัลอาจไม่ได้ปลอดภัยมากขึ้นเลยตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา
การแฮ็กครั้งใหม่นี้ยังเกิดขึ้นในตลาด "ญี่ปุ่น" ซึ่งเป็นตลาดเทรดเงินดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดรองจากสหรัฐและยังเปิดกว้างต่อเงินดิจิทัล โดยการแฮ็กในครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ญี่ปุ่นเผชิญกับการโจรกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งมูลค่าเงินสูญหายแซงหน้าครั้งแรกเมื่อปี 2014 ที่ 4.8 หมื่นล้านเยน (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) จากกรณีการแฮ็ก "เมานท์กอซ" เว็บเทรดเงินดิจิทัลรายใหญ่ซึ่งครองตลาดสัดส่วนราว 80% ในขณะนั้น จนส่งผลให้ต้องยื่นล้มละลายไปในที่สุด
การโจรกรรมข้อมูลผ่านเครือข่ายดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นที่เดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับ "เกาหลีใต้" ตลาดเทรดที่ใหญ่อันดับ 3 ที่เงินดิจิทัล เฟื่องฟู ก็เผชิญเหตุเจาะระบบเว็บเทรดหลายครั้งเช่นกัน โดยครั้งที่เสียหายหนักสุด คือกรณีของ "ยูบิต" เมื่อเดือน เม.ย. 2017 ที่โดนขโมยเงินดิจิทัลไป 17% จากจำนวนทั้งหมด คิดเป็น 5,500 ล้านวอน (ราว 161 ล้านบาท) ทำให้บริษัทแม่ของยูบิตต้องขอยื่น ล้มละลายเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
ถึงการเจาะระบบล่าสุดที่เกิดกับญี่ปุ่นคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการตื่นตัวยิ่งขึ้นด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐบาลแต่ละประเทศมี แนวโน้มออกระเบียบกำกับดูแลภาคเงินดิจิทัลมากขึ้น หรือการที่บรรดาชุมชนเว็บเทรดเองอาจออกมาตรการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ร่วมกัน แต่จากที่ผ่านมายังไม่มีวิธีการไหนที่ช่วยสร้างความมั่นในการถือครองเงินดิจิทัลได้ 100%
ในแง่ของการวางระเบียบควบคุมนั้น สำหรับกรณีของญี่ปุ่นที่แม้จะมีการกำหนดให้บรรดาเว็บเทรดเงินดิจิทัลต้องยื่นจดทะเบียนกับหน่วยกำกับ การดูแลทางการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่น แต่กฎดังกล่าวเพิ่งเริ่มมีผลบังคับเมื่อเดือน เม.ย. 2017 และการบังคับใช้ กฎดังกล่าวอาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ
ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 16 แห่ง ขณะที่อีก 16 แห่งที่รวมถึงคอยน์เช็ก ยังรอการอนุมัติอยู่ แต่เว็บเทรดดังกล่าวกลับยังคงให้บริการต่อได้ โดยการที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตแต่ยังสามารถให้บริการ ต่อไปได้นั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เว็บเทรดบางแห่งหย่อนยานเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
ในกรณีคอยน์เช็กนั้น บลูมเบิร์กรายงานอ้าง โคอิชิโระ วาดะ ผู้บริหารของคอยน์เช็ก เปิดเผยว่า ทางเว็บเทรดไม่สามารถดำเนินการ ตามมาตรการความปลอดภัยได้ เนื่องจากความยากของเทคโนโลยีและขาดแคลนพนักงานในการดำเนินการดังกล่าว โดยมาตรการความปลอดภัย ที่ว่ารวมถึงการที่ทางเว็บไม่เปิดระบบ "มัลติ-ซิกเนเจอร์" ซึ่งเป็นการที่ผู้ใช้ต้องยืนยันตัวตนมากกว่า 1 รายในการเคลื่อนย้ายเงิน
ขณะที่ "ความใหม่" ของเงินดิจิทัลนั้น ก็เพิ่มความซับซ้อนให้ภาครัฐในการเข้าไปกำกับดูแลเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น กรณีของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยหนังสือพิมพ์โคเรีย เฮอรัลด์ รายงานว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังหารือออกกฎระเบียบใหม่ เนื่องจากกฎที่มีอยู่เดิมไม่สามารถเอามาใช้ดูแลเงินดิจิทัลได้
นอกจากประเด็นการเพิ่มกฎกำกับดูแลแล้ว การเปลี่ยนแนวทาง "เทรด" เงินดิจิทัลก็ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นเช่นกัน โดยจากกรณีล่าสุด ที่มีการแฮ็กเงินดิจิทัลเอ็นอีเอ็ม (NEM) จากระบบของคอยน์เช็กนั้น ทาง คอยน์เช็กระบุว่า แฮ็กเกอร์ขโมยเงินดังกล่าวไปได้เนื่องจากอยู่ใน "ฮอต วอลเล็ต" ซึ่งเป็นระบบการเก็บเงิน ส่วนกลางบนอินเทอร์เน็ต และมัก นิยมใช้บนตลาดเทรดแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) ที่เว็บไซต์เป็นตัวกลางในการซื้อขาย
การเก็บเงินในลักษณะดังกล่าวมีความปลอดภัยน้อยกว่าระบบเก็บเงินแบบ "โคลด์ วอลเล็ต" กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้แฮ็กเกอร์ไม่สามารถเจาะระบบเข้ามาขโมยเงินได้ โดยสมาคมบล็อกเชนของเกาหลีใต้เสนอให้บรรดาเว็บเทรดยกระดับความปลอดภัยเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งให้เว็บเทรดต่างๆ ดังกล่าวแบ่งสัดส่วนเงินดิจิทัลอย่างน้อย 70% ไปเก็บไว้ในโคลด์ วอลเล็ต
อย่างไรก็ดี การใช้โคลด์ วอลเล็ตเองก็มีจุดอ่อนเช่นกัน ในกรณีที่เว็บเทรดบางรายไม่มีระบบความปลอดภัยเข้มงวดมากพอ โดยคณะกรรมการ การสื่อสารของเกาหลีใต้ ที่ร่วมกับดูแลเว็บเทรดเงินดิจิทัลเองก็พบช่องโหว่ ดังกล่าวภายในเวลาไม่นาน และ สั่งปรับเป็นเงิน 141 ล้านวอน (ราว 4 ล้านบาท) กับบรรดาเว็บเทรด 8 แห่งเนื่องจากไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยมากเพียงพอ
ขณะที่บางฝ่ายเสนออีกทางเลือกหนึ่งเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการครอบครองและเทรดเงินดิจิทัล โดยเปลี่ยนไปเทรดในเว็บที่ไม่รวมศูนย์กลาง (Decentralized Exchange) แทน ซึ่งเป็นการเทรดเงิน กับเจ้าของเงินดิจิทัลโดยตรง ไม่ใช่ผ่านระบบตัวกลางของทาง เว็บเทรดแบบเว็บรวมศูนย์ ส่งผลให้ ขั้นตอนการทำธุรกรรมนั้นมีความปลอดภัยมากกว่า
แต่เว็บเทรดดังกล่าวส่วนใหญ่ ไม่ต้องสมัครบัญชี หมายความว่าไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้เทรดแต่ ละราย ด้วยเหตุนี้ความเสี่ยงในการ ถูกหลอกลวงจึงอาจเกิดขึ้นมาแทน
นอกจากนี้ แม้เว็บเทรดดังกล่าว จะไม่รวมศูนย์ แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยจากแฮ็กเกอร์เสียทีเดียว โดย คอยน์เทเลกราฟ เว็บรายงานข่าวเงินดิจิทัล เปิดเผยว่า เชปชิฟต์ หนึ่งในเว็บเทรดแบบ Decentralized Exchange เคยเผชิญการเจาะระบบจากแฮ็กเกอร์เช่นกันเมื่อปี 2016 และสูญเงินดิจิทัลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.3 แสนดอลลาร์ (ราว 7.23 ล้านบาท)
จากความพยายามตลอดช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าการอุดช่องโหว่การ แฮ็กนั้นทำได้ยากกว่าการเจาะช่องโหว่ เพราะขณะนี้ไม่ว่าทางไหนก็ดูจะมีจุดอ่อนไปเสียหมด โดยเหตุการณ์แฮ็กเว็บเทรดหลายระลอกอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าเงินดิจิทัลยังไม่อาจเอาชนะปัญหาการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่สุดในการผลักดันการใช้งานและการลงทุนเงินดิจิทัลให้เติบโตต่อไปในวงกว้าง
"การแฮ็กเจาะระบบครั้งใหญ่ จึงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงใหญ่สุด ที่ชุมชนเงินดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญ อยู่ในขณะนี้" เฮนรี อาร์สลาเนียน หัวหน้าฝ่ายวิจัยฟินเทคของไพร้ซวอ เตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (พีดับเบิ้ลยูซี) ในฮ่องกง กล่าว n







