
ชั่วโมงพลิกโลก (จบ)
นพ.วิชัย โชควิวัฒนเมื่อเชอร์ชิลล์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ทุกด้านมืดมิด มองไปทางไหนก็มีแต่มืดแปดด้าน ฝรั่งเศสปราชัยและไม่คิดสู้ สหรัฐมีแค่คำหวานมอบให้ ทหารอังกฤษและฝรั่งเศส 4 แสน ที่ดันเคิร์กกำลังจนมุม กองกำลังที่คาเลส์ก็ถูกถล่มย่อยยับ เมื่อแถลงต่อสภาผู้แทนครั้งแรก แทบไม่มีเสียงสนับสนุนโดยเฉพาะจากพรรคอนุรักษนิยมของตน
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
เมื่อเชอร์ชิลล์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ทุกด้านมืดมิด มองไปทางไหนก็มีแต่มืดแปดด้าน ฝรั่งเศสปราชัยและไม่คิดสู้ สหรัฐมีแค่คำหวานมอบให้ ทหารอังกฤษและฝรั่งเศส 4 แสน ที่ดันเคิร์กกำลังจนมุม กองกำลังที่คาเลส์ก็ถูกถล่มย่อยยับ เมื่อแถลงต่อสภาผู้แทนครั้งแรก แทบไม่มีเสียงสนับสนุนโดยเฉพาะจากพรรคอนุรักษนิยมของตน
แต่เชอร์ชิลล์มุ่งมั่นต่อสู้มาตั้งแต่ต้น ในการปราศรัยกับประชาชนทางวิทยุ เชอร์ชิลล์ยังสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ายังมีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ จนได้รับโทรศัพท์จากพระเจ้าจอร์จทรงตำหนิว่า เรา "ต้องนำประชาชน" แต่ต้อง "ไม่นำไปอย่างผิดๆ" และเชอร์ชิลล์ก็ยอมรับกับภริยาว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ตนพูดความจริงกับประชาชนมาตลอด "จนกระทั่งวันนี้"
คืนก่อนวันที่เชอร์ชิลล์เตรียมจะ "ยอมจำนน" ต่อปรปักษ์ของตนในคณะรัฐมนตรีสงคราม "ฟ้าก็โปรด" พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงเสด็จมาเยี่ยมเชอร์ชิลล์ถึงห้องนอนกลางดึก
ก่อนหน้านั้น ทรงกำลังตัดสินพระทัยว่าจะอพยพไปประทับที่แคนาดาดีหรือไม่ ทรงปรึกษาเชอร์ชิลล์ ก็ได้รับคำตอบให้ทรงตัดสินพระทัยเอง "เพื่อประโยชน์ของพระองค์เองและประเทศชาติ" "ความปลอดภัยของพระองค์สำคัญอย่างยิ่ง พวกเรานักการเมืองมาแล้วก็ไปอย่างรวดเร็วมาก"
ทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน และทรงมาเยี่ยมเชอร์ชิลล์เพื่อจะบอกว่า "ท่านได้รับการสนับสนุนจากข้าพเจ้า" (You have my support) ให้สู้ต่อไป เชอร์ชิลล์กราบทูลว่า ตนเองโดดเดี่ยวเดียวดาย ในคณะรัฐมนตรีสงครามมีแต่กดดันให้เจรจา และตนก็คงต้องแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร "ตามนั้น" (Accordingly)
พระเจ้าจอร์จทรงให้คำแนะนำอย่างถ่อมพระองค์ว่า "ท่านเคยให้คำแนะนำเรา เราขอให้คำแนะนำท่านบ้างได้ไหม" และทรงแนะนำว่าในสถานการณ์เช่นนั้น ควร "ไปหาประชาชน ให้พวกเขาให้คำแนะนำ" ("Go to the people, let them instruct you")
วันรุ่งขึ้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงคราม ใน "ห้องยุทธการ" (War Room) เพื่อร่างข้อเสนอเจรจากับฮิตเลอร์ เก้าอี้ของเชอร์ชิลล์ว่างเปล่า นายกรัฐมนตรี "หายตัวไป"
เชอร์ชิลล์หายตัวไปพบประชาชน โดยลงไปนั่งรถใต้ดินเพื่อไปขึ้นที่สถานีเวสต์มินสเตอร์ เชอร์ชิลล์ถามเด็ก ผู้หญิงคนหนึ่งถึงวิธีขึ้นรถใต้ดิน ผู้โดยสารต่างตื่นเต้นตกใจที่เห็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาในรถคนเดียว เชอร์ชิลล์ขอไม้ขีดมาจุดซิการ์และสนทนากับชาวบ้านอย่างกันเอง ในรถทุกคนไม่ต้องการเจรจาอย่างคนขลาด ทุกคนพร้อมต่อสู้กับผู้ย่ำยีทุกรูปแบบ เชอร์ชิลล์ท่องบทกวีของโฮราติอุสที่ให้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ เพื่อถ่านเถ้าของบรรพบุรุษ และเพื่อโบสถ์วิหารของตน บางคนต่อบทกวีนั้นอย่างคล่องแคล่ว เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าจะต้องไม่เจรจาโดยเด็ดขาด
ช่วงระยะทางสถานีเดียว เชอร์ชิลล์ก็รู้ถึงก้นบึ้งหัวใจของประชาชนว่าพร้อมจะต่อสู้จนหลอดเลือดหยดสุดท้าย และต้องไม่ยอมเจรจาอย่างคนขลาด เมื่อถึงสถานีเวสต์มินสเตอร์ เชอร์ชิลล์จึงลงจากรถเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา ขอพบกับกลุ่มผู้แทนนอกคณะรัฐมนตรีก่อน เชอร์ชิลล์เล่าถึงเรื่องการไปพบประชาชนและสอบถามว่าจะสู้หรือจะยอมเจรจา ด้วยวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม จิตวิญญาณการต่อสู้ของทุกคนค่อยๆ ถูกจุดประกายจนลุกโชน ทุกคนพร้อมต่อสู้ เชอร์ชิลล์จึงเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงคราม ประกาศยืนยันการต่อสู้ด้วยความแน่วแน่ แม้ข้อเสนอเพื่อการเจรจาจะร่างเสร็จแล้ว ก็จะไม่มีการเจรจา จากนั้นก็ขอตัวเพื่อไปเตรียมร่างสุนทรพจน์แถลงต่อสภาต่อไป
ฉากจบของหนังเรื่องนี้ คือ ฉากการปราศรัยครั้งประวัติศาสตร์ของ เชอร์ชิลล์ ที่ยืนยันจะต่อสู้ตามเจตจำนงอันแน่วแน่ของประชาชน จะต่อสู้ในที่ทุกแห่ง ทั้งชายหาด ลานบิน ท้องทะเลและมหาสมุทร ท้องถนน บนเขา ทุกน่านฟ้า ทั้งในฝรั่งเศส ในอังกฤษ จะไม่ยอมแพ้โดยเด็ดขาด
เสียงสนับสนุนในสภาเริ่มมาจากฟากฝ่ายค้าน ตามมาด้วยฟากรัฐบาล และประชาชนที่เข้ามาดูการประชุมอยู่บนชั้นลอยโดยรอบ เชอร์ชิลล์สามารถปลุกจิตวิญญาณการต่อสู้ของคนอังกฤษได้ทั่วประเทศและทั่วโลก และอย่างท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร
การอพยพทหารที่ดันเคิร์กที่เชอร์ชิลล์หวังว่าจะเกิด "ปาฏิหาริย์" และสามารถอพยพหลบหนีได้แค่ 10% ปรากฏว่าเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นจริงๆ กองทัพเยอรมนีเปลี่ยนทิศทางมุ่งยึดปารีสแทนตามคำสั่งที่ผิดพลาดของฮิตเลอร์ ควันไฟจำนวนมากทำให้ "ฟ้าปิด" เป็นส่วนใหญ่ และเรือพลเรือนที่เชอร์ชิลล์ขอให้ระดมกันมารับทหารกลับเกาะอังกฤษ พากันมาถึง 860 ลำ ทหารอังกฤษและฝรั่งเศสกว่าร้อยละ 90 อพยพข้ามช่องแคบกลับเกาะอังกฤษได้ และเป็นกำลังสำคัญในการรบยืดเยื้อต่อมา
อังกฤษต่อสู้อย่างยืนหยัดเป็นเวลาต่อมาอีกเกือบ 5 ปี จึงพิชิตอิตาลีและเยอรมนีได้สำเร็จเมื่อ วันที่ 8 พ.ค. 2488
ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากแสดงความยิ่งใหญ่ของเชอร์ชิลล์ และพระเจ้าจอร์จที่ 6 แล้ว ยังสะท้อนถึงบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ เชอร์ชิลล์ คือ เลดี เคลเมนทีน ภริยาของเชอร์ชิลล์ ที่เชอร์ชิลล์เรียกว่า "เคลมมี"
เลดี เคลมมี เป็นภรรยาที่ยอดเยี่ยม รัก รู้จัก เข้าใจ และรู้วิธีการ "ช่วยเหลือ" สามีได้อย่างน่าศึกษา
เมื่อเชอร์ชิลล์ต้องเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในภาวะวิกฤตโดยที่อยู่ในวัยชรา และสังขารร่วงโรยลงมากแล้ว ไม่เข้มแข็งปราดเปรียวเหมือนสมัยยังหนุ่มแน่น และยัง "ติดสุรา" ด้วย
เคลมมีน่าจะเข้าใจเชอร์ชิลล์ดีว่า เชอร์ชิลล์ต้อง "พึ่ง" สุรา จึงไม่มีฉากการตำหนิเชอร์ชิลล์แรงๆ เรื่องการดื่มสุรา อาจจะเพราะเชอร์ชิลล์ติดสุราแต่ไม่เป็น "ทาสสุรา" และไม่ปรากฏอาการเมามายจนครองสติไม่ได้ เชอร์ชิลล์คง เหมือนหลายๆ คนที่ติดสุราและยังทำงานได้ จนมีผลงานถึงขั้นเลอเลิศ เช่น กวีชิต บุรทัต นักประพันธ์อย่าง โชติ แพร่พันธุ์ เจ้าของนามปากกา "ยาขอบ" นักประพันธ์อย่าง "โกวเล้ง" รวมทั้งผู้นำประเทศอย่าง ไอเซนฮาวร์ เป็นต้น
เมื่อรับตำแหน่งโดยขาดความมั่นใจ มองว่าเป็นการถูก "แก้แค้น" ด้วยซ้ำ เคลมมีก็สร้างความมั่นใจบอกให้เชอร์ชิลล์เป็นตัวของตัวเอง และมีอารมณ์ขัน เมื่อเชอร์ชิลล์ "จิตตก" อย่างหนัก ก็ให้กำลังใจว่า "คุณเข้มแข็งเพราะคุณไม่สมบูรณ์พร้อม" (Imperfect) "คุณฉลาดเพราะคุณยังรู้จักสงสัย" (Doubt)
หลังเข้ารับตำแหน่ง มีการฉลองเล็กๆ ในหมู่ครอบครัว เคลมมีกล่าวสุนทรพจน์ว่า เธอตัดสินใจแต่งงานกับเชอร์ชิลล์หลังจากปฏิเสธผู้ชายไป 2 คน ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าในใจเชอร์ชิลล์นั้นประชาชนมาที่ 1 ครอบครัวมาที่ 2 และเธอก็รับได้ในแบบของเธอเอง
ภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากผู้นำต้องดูแล้ว สุภาพสตรีก็ควรไปดูด้วย ผู้เขียนดูแล้ว 3 รอบ ไม่เบื่อเลย n







