
ขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม... วาระแห่งชาติ
ดร.ธนิต โสรัตน์ & รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย & &มติ ครม.สัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการมาตรการใหม่ในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่าโครงการ "ไทยนิยมยั่งยืน" เพื่อให้เห็นว่างานนี้เอาจริงได้ลงนามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอํานวยการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศโครงการไทยนิยมยั่งยืนมีจํานวน 61 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานดึงรองนายกฯ ทั้ง 5 ท่านเข้ามาเป็นรองประธาน รวมทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพและหน่วยราชการอื่นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ
ดร.ธนิต โสรัตน์ & รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย & &
มติ ครม.สัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการมาตรการใหม่ในการพัฒนาประเทศที่เรียกว่าโครงการ "ไทยนิยมยั่งยืน" เพื่อให้เห็นว่างานนี้เอาจริงได้ลงนามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอํานวยการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศโครงการไทยนิยมยั่งยืนมีจํานวน 61 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานดึงรองนายกฯ ทั้ง 5 ท่านเข้ามาเป็นรองประธาน รวมทั้งรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพและหน่วยราชการอื่นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ
แสดงให้เห็นว่าโครงการไทยนิยมซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยเกริ่นมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เรื่องพูดแบบลอยๆ เพราะดึงเอา ครม.ทั้งคณะและหน่วยงานความมั่นคงเข้ามาเป็นกรรมการ โดยรายละเอียดในคําสั่งระบุว่าจะเป็นการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติครอบคลุมลงไปถึงพื้นที่ทั่วประเทศ มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ในระดับตําบลระบุว่าให้มีการแต่งตั้งทีม ขับเคลื่อนมีทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มจิตอาสาปราชญ์ชาวบ้าน คาดว่าอาจมี คณะทํางานในระดับพื้นที่ประมาณ 7,800 ทีม แสดงว่าโครงการนี้คงหวังผลอะไรแฝงอยู่มากกว่าที่ปรากฏอยู่ในคําสั่ง
ค่อนข้างประหลาดใจอยู่บ้างว่าเวลาที่เหลือของรัฐบาลซึ่งตามโรดแมปเหลือเวลาประมาณ 1 ปีจะต้องมีการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าอาจต้องเลื่อนตามโหวตของ สนช.เพื่อการแก้กฎหมายลูกอย่างเก่งก็ไม่ควรเกินเดือน ก.พ.ปีหน้า ทําไมจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-มั่นคง ซึ่งต้องใช้เวลาในการ ดําเนินงานและหวังผลค่อนข้างยาว และทําไมต้องเป็นโครงการไทยนิยม ทั้งที่มีโครงการประชารัฐและในสมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้มีโครงการประชานิยมทั้งหมดเหมือนกัน-คล้ายกันหรือต่างกันตรงไหน
ลองค้นดูข้อมูลในอดีตสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช้นโยบาย "รัฐนิยม (NATIONALISM)" มีการ ตั้งคณะกรรมการคล้ายๆ กัน มีการออกเป็นคําสั่งเรียกว่า "คําสั่งรัฐนิยม" ไม่น้อยกว่า 12 ฉบับ ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่เรียกว่า "ไทยผลิต-ไทยใช้-ไทยเจริญ" เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทยและมีการแต่งเพลงชาติและเปลี่ยนธงชาติอย่างที่ใช้ปัจจุบัน ในด้านสังคมส่งเสริมความกลมเกลียว สามัคคี การแต่งกายแบบสากล เลิกกินหมาก ส่งเสริมดนตรีไทยสากล รวมทั้งละครเวที แม้แต่ในด้านโภชนาการส่งเสริมการกินก๋วยเตี๋ยวจนเป็นอาหารอัตลักษณ์ของประเทศ
ผลคือท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดถึง 14 ปีเศษ คุณูปการของท่านทําให้ประเทศไทยมายืนอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่ คําว่า "สวัสดี" ก็มาจากยุครัฐนิยม ซึ่งถือว่าเป็นรัฐราชการเต็มรูปแบบ แต่ในด้านมืด ถือว่าเป็นยุคผู้นําเผด็จการภายใต้สโลแกน "เชื่อผู้นําชาติปลอดภัย" ข่าวหรือความเห็นที่เป็นทางลบกับรัฐบาลถือเป็นข่าวจากศัตรูเป็นภัยด้านความมั่นคงให้ร้ายต่อประเทศถึงจะจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ใช้วิธีที่โกงกันมากที่สุดนํามาสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนจนต้องเปลี่ยนรัฐบาลนั่นคือเมื่อ 60 กว่าปีมาแล้วในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป คงไม่มีใครที่คิดแบบนั้น???
ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องถึงนายกฯ ปูมีการนํานโยบายประชานิยม (POPULISM) ทุ่มงบประมาณของประเทศไปสู่ประชาชนระดับล่าง เป็นนโยบายการเมืองเพื่อหวังคะแนนเสียงการเลือกตั้ง เช่น โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค นั่งรถไฟ-รถเมล์ฟรี กองทุนหมู่บ้าน จํานําราคาข้าวทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาท/ตัน ค่าจ้างแบบก้าวกระโดด 300 บาท ทั่วประเทศ ซึ่งแน่นอนทําให้นายกฯ ทักษิณและเครือญาติกลายเป็นฮีโร่ของประเทศ แต่ผลข้างเคียงกลายเป็นบาดแผลของชาติอยู่จนถึงทุกวันนี้
กลับมาที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ที่มาพร้อมกับ คสช. ผลทางบวกที่ชัดเจนคือปัญหาขัดแย้งในประเทศดูเหมือนจะหมดไปเพราะคู่ขัดแย้งต่างสามัคคีกันถล่มรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะรังเกียจนโยบายประชานิยม แต่ช่วง 2-3 ปีมีการนํานโยบายประชารัฐซึ่งความหมายก็คล้ายๆ กับประชานิยม เช่น บ้านประชารัฐ กองทุนประชารัฐ การประกันราคาข้าว บริษัทประชารัฐสามัคคี สวัสดิการผู้มีรายได้น้อยเดือนละ 300-500 บาท เบี้ยคนชรา ล่าสุดการปรับค่าจ้างแบบประชารัฐ
ไม่ได้ปฏิเสธว่าโครงการเหล่านี้ไม่ดี เพราะมีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว การลงทุนเริ่มกลับมา เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ระดับที่น่าพอใจและปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลต่อคะแนนนิยมของตัวท่านนายกรัฐมนตรี คําถามนโยบายประชารัฐก็ดีอยู่แล้วจะเหมือนหรือแตกต่างจากไทยนิยมยั่งยืนอย่างไร เพราะแต่เดิมเข้าใจว่าเป็นแค่วิธีการเลือกตั้งแบบไทยๆ แต่จากโครงสร้างของคณะกรรมการครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ระดับกระทรวง จังหวัด อําเภอ และตําบล โดยเป้าหมายระบุว่าเพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งก็คล้ายกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปแล้วจะเป็นการซับซ้อนกันหรือไม่
มีการกล่าวว่าการขับเคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน (THAIPOPULARITY) เป็นการเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งของ คสช. เพราะมีการจัดกระบวนประสานข้าราชการ ทหาร ตํารวจ กอ.รมน. และท้องถิ่นเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนนัยว่าเพื่อสร้างตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการทําความเข้าใจให้กับประชาชนตามวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (แบบไทยนิยม) เอาว่าถึงตรงนี้ ต้องมองทางบวกว่าโครงการนี้ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว คงมาช่วยเสริมกลไก ขับเคลื่อนบ้านเมืองของเรา เพียงแต่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากประชารัฐอย่างไร คงต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนเพียงแต่ว่าเหลืองานให้รัฐหลังเลือกตั้งได้ทําบ้าง อย่าไปเหมาจนหมดเข่ง รัฐมนตรีมาใหม่จะกลายเป็นไม่มีงานทํา...พอแค่นี้นะครับ







