
ธุรกิจปรับตัว เพิ่มบริการอี-เพย์เมนต์
จะเรียม สำรวจหากพูดถึงการชำระเงินในรูปแบบอี-เพย์เมนต์ ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยเริ่มมีความเข้าใจถึงบริการดังกล่าวมากขึ้น เห็นได้จากการมีบัญชีธนาคารในรูปแบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่คิดเป็นอัตราส่วนถึง 78% ของยอดบัญชีธนาคารทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 75%
จะเรียม สำรวจ
หากพูดถึงการชำระเงินในรูปแบบอี-เพย์เมนต์ ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยเริ่มมีความเข้าใจถึงบริการดังกล่าวมากขึ้น เห็นได้จากการมีบัญชีธนาคารในรูปแบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่คิดเป็นอัตราส่วนถึง 78% ของยอดบัญชีธนาคารทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 75%
นอกจากนี้ ภาครัฐหันมาสนับสนุนให้คนไทยใช้บริการทางการเงินในรูปแบบ พร้อมเพย์อย่างจริงจังในปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยการคืนเงินภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ ส่งผลให้คนไทยส่วนหนึ่งเริ่มใช้บริการทางการเงินในรูปแบบดังกล่าว สังเกตได้จากยอดการโอนเงินภาษีคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ที่มีกว่า 2 ล้านคน จากจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมดที่มีสิทธิได้รับเงินคืนประมาณ 5 ล้านคน และการที่ภาคเอกชนเริ่มหันมาให้บริการชำระเงินออนไลน์มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมีความคุ้นชินกับการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบดังกล่าว
ความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้สถาบันการเงินเริ่มหันกลับมาพิจารณาในเรื่องการลดต้นทุนการขยายสาขา ล่าสุดธนาคารไทยพาณิชย์ได้ออกมาประกาศจะปรับลดสาขารูปแบบดั้งเดิมที่มีประมาณ 1,153 แห่งในปัจจุบัน ให้เหลือ 400 แห่ง ในปี 2563 ทำให้วงการธุรกิจค่อนข้างปั่นป่วนพอสมควร
สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ที่ปรึกษาด้านเพย์เมนต์และฟินเทค ธนาคาร แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าธนาคารจะออกมาประกาศปรับลดสาขาลง แต่เชื่อว่าผู้ใช้บริการจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะจะมีธุรกิจต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม ในด้านของบริการทางการเงิน เห็นได้ จากปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกเริ่มนำระบบ อี-เพย์เมนต์เข้ามาให้บริการกันมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบ QR Code ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลที่ห้างค้าปลีก และผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ เริ่มหันมาใช้ระบบ QR Code ในการรับชำระเงินมากขึ้น ปัจจัยหลัก คือ มีความสะดวก เนื่องจากลูกค้าจะไม่ต้องพกเงินสดอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังถือเป็นการลดต้นทุน และลดการคอร์รัปชั่นได้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าคนไทยจะเริ่มใช้บริการอี-เพย์เมนต์กันมากขึ้น แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศยังถือว่าน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องทางการชำระเงินออนไลน์ยังไม่ครอบคลุมความต้องการของประชากร
สุปรีชา กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาชำระเงินในรูปแบบอี-เพย์เมนต์ มีด้วยกัน 4 ข้อ คือ 1.การทำระบบชำระเงินแบบ AnyID (พร้อมเพย์) ที่ปัจจุบันไทยทำเสร็จแล้ว และเป็นต้นแบบให้อีกหลายประเทศ นำไปทำตาม 2.การเพิ่มปริมาณการใช้บัตรเครดิต เพื่อช่วยลดต้นทุนของธนาคาร 3.การจัดทำระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถจัดทำระบบภาษีดิจิทัลได้ง่ายขึ้น และ 4.การจัดทำระบบอี-เพย์เมนต์ของภาครัฐ ที่ภาครัฐต้องนำร่องให้เอกชนเห็น และปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับผู้ที่ถือบัตรวีซ่า มาสเตอร์การ์ด ยูเนียนเพย์ และเจซีบี เป็นต้น
นอกจากจะสร้างระบบพื้นฐานอี-เพย์เมนต์ที่ดีแล้ว การให้ความรู้และส่งเสริมคนไทยให้หันมาทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะถ้าไม่มีความรู้โครงสร้างที่เตรียมไว้ก็อาจจะไร้ความหมาย







