
สมัชชามหาคณิสสร อบรมพระอุปัชฌาย์
สมัชชามหาคณิสสร จัดอบรมความรู้พระอุปัชฌาย์ปีที่ 52
โดย สมาน สุดโต
สมัชชามหาคณิสสร จัดอบรมความรู้พระอุปัชฌาย์ปีที่ 52 เน้นให้พระอุปัชฌาย์ยึดระเบียบ แบบแผน จารีตประเพณี เพื่อความมั่นคงทางศาสนา
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กล่าวในพิธีเปิดอบรมความรู้พระอุปัชฌาย์ รุ่นที่ 52 ที่ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2561 เน้นให้ผู้ที่จะผ่านการสอบเป็นพระอุปัชฌาย์ยึดมั่นในระเบียบ แบบแผน กฎกติกา จารีตประเพณี เพราะอุปัชฌาย์เป็นบุคคลสำคัญ ทำให้ศาสนาเจริญหรือเสื่อมได้ ถ้าอุปัชฌาย์ทำหน้าที่สมบูรณ์ศาสนาก็เจริญ ถ้าทำหน้าที่บกพร่องศาสนาก็จะเสื่อม
เมื่อเห็นความสำคัญดังกล่าว พระเถระระดับปกครอง ตั้งแต่เจ้าคณะหน เรื่อยลงมาถึงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด จึงจัดฝึกอบรมขึ้น ปีนี้เป็นปีที่ 52 แล้ว หลังจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) อดีตกรรมการ มส. อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ริเริ่มขึ้นมา ในฐานะรักษาการเจ้าคณะภาค ทั้ง 18 ภาคไว้คนเดียว แล้วให้รองเจ้าคณะภาคที่ตั้งทั้ง 18 ภาคเข้าอบรมแบบแผน ประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติในการปกครองและอุปัชฌาย์ทุกวัน เพื่อให้มีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน จากนั้นก็แต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาคตัวจริง
การอบรมครั้งที่ 52 เริ่มวันที่ 23-28 ม.ค. 2561 โดยมีพระเถระทั้งในประเทศและต่างประเทศ (เว้นธรรมยุต) รวม 267 รูป เข้าอบรม ทั้งนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานสมัชชามหาคณิสสร เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้การอุปถัมภ์
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ม.ค. 2561 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อม-อบรม ว่าที่พระอุปัชฌาย์ จากวัดในสังกัดหนกลาง กล่าวว่า เข้าอบรม หรือสอบซ้อมที่วัดพิชยญาติการามแล้ว ไม่น่าจะผิดหวัง เมื่อสอบจริงที่วัดสามพระยาพร้อมทั้งบอกหน้าที่พระอุปัชฌาย์ว่า เป็นต้นแบบ หรือเป็นแบบฉบับให้สัทธิวิหาริกเดินตาม ทั้งในหลักธรรมและวินัย ดังนั้นต้องเป็นอุปัชฌาย์ที่ดี เพราะอุปัชฌาย์ดีเป็นศรีแก่ศาสนา
สภากาชาดไทยถวายผ้าห่มพระที่ จ.ยโสธร
วันที่ 26 ม.ค. 2561 ณ วัดบูรพารามใต้ ต.ทรายมูล อ.ทรายมูล จ.ยโสธร แผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกาสภากาชาดไทย มอบถวายผ้าห่มแด่พระภิกษุสามเณรใน จ.ยโสธร จำนวน 500 รูป ฝ่ายสงฆ์มีพระอุดมปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดยโสธร (ผู้ประสานงาน เจริญพรการถวายผ้าห่ม) ต้อนรับ ฝ่ายคฤหัสถ์มี นิกร สุกใส ผวจ.ยโสธร พร้อมภริยา สรวิศ สมพงษ์ นายอำเภอทรายมูล พร้อมภริยา เป็นต้น ให้การต้อนรับ
คณะสงฆ์ลาวเยือน มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย และ พศ.
คณะผู้แทนคณะสงฆ์และกรมการศาสนาจาก สปป.ลาว นำโดย ท่านคะนองลิด สีสมบูน อธิบดีกรมการศาสนา พระมหาเวท มะเสไน รองประธานศูนย์กลางองค์การพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว และผู้แทนรัฐบาล สปป.ลาว รวม 8 คน เยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22-26 ม.ค. 2561
วันแรกที่มาถึงได้เข้าสักการะพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รวมทั้งศึกษาดูงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)
เมื่อเยี่ยม พศ. ท่านคะนองลิด กล่าวว่า ได้ตั้งใจมาศึกษาดูงานด้านพระพุทธศาสนาในประเทศไทย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องศาสนา ปัจจุบัน สปป.ลาว มีวัดจำนวน 4,884 วัด แบ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา 4,134 วัด และวัดร้าง 750 วัด ประกอบด้วยพระภิกษุสงฆ์ สามเณร จำนวน 3.5 หมื่นรูป ปัญหาปัจจุบันที่พบ คือ ปัญหาวัดร้างในพื้นที่ทุรกันดาร ดังนั้นจึงหารือกับ พศ.ถึงแนวทางในการแก้ปัญหาวัดร้าง
วันที่ 23 ม.ค. 2561 ได้ดูงานที่ มจร โดย พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการ มส. ได้มอบหมายให้พระราชวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มจร พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ
การนี้ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนา ระหว่างไทย-สปป.ลาว นั้น ว่ามีมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพระสงฆ์ไทยกับพระสงฆ์ สปป.ลาว และประชาชนชาวพุทธของทั้งสองฝั่งโขง ซึ่งมีเพียงแม่น้ำโขงเท่านั้นที่กั้นกลาง ที่สำคัญพระสงฆ์ สปป.ลาว ได้ไปศึกษาที่ มจร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีจำนวนมาก ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยและ พศ.ของไทย ที่ให้การสนับสนุนด้านทุนการศึกษาในบางส่วน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็กลับมาช่วยเหลือคณะสงฆ์หรือบางท่านก็อาจทำงานในหน่วยงานราชการของ สปป.ลาว และได้ถือโอกาสรายงานถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะสงฆ์ลาวกับ มจร ที่มีต่อกันให้ที่ประชุมทราบโดยลำดับ
หลังจากนั้น ดร.พระมหาเวท ได้กล่าวอนุโมทนาชื่นชมถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศว่ามีความเกี่ยวพันกันมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความใกล้ชิดกันอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภาษาที่คล้ายคลึงกันจนแทบจะแยกไม่ออก พระสงฆ์ลาวได้มาศึกษาทั้งที่ มจร และ มมร อีกทั้งขณะนี้รัฐบาลและคณะสงฆ์ลาวกำลังส่งเสริมให้คณะสงฆ์ สปป.ลาว จัดให้มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนา และสร้างศาสนทายาท แต่ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ จำต้องได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในการให้คำปรึกษา แนะนำและให้การช่วยเหลือ
พระราชวรเมธี รองบริหารฝ่ายบริหาร มจร ได้กล่าวต้อนรับ โดยกล่าวว่า สปป.ลาว กับไทย ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ส่วนใครเป็นพี่ใครเป็นน้องก็ขึ้นอยู่กับอายุของคน 2 ประเทศ ที่มีความเหมือนกันทั้งรูปร่างหน้าตาและภาษา ที่บ้านเกิดของท่านที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม นั้น ก็มีพี่น้องไทยเชื้อสายลาวตั้งรกรากอยู่จำนวนมากตั้งแต่อดีต และหวังว่าจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านบ้างในโอกาสต่อไป
ท่านคะนองลิด ได้กล่าวขอบคุณที่คณะ มจร ที่ได้เมตตาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และจะขอความร่วมมือ เรื่องหลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม เรื่องการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และความร่วมมือทางด้านวิชาการจาก มจร ต่อไป
สำนักพุทธฯ ตั้ง 3 โฆษก
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จัดงานเปิดตัวโฆษกและรองโฆษก รวม 3 คน ที่โรงแรมเดอะ รอยัล ริเวอร์ เพื่อประสานงานกับสื่อมวลชน และเพื่อให้การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าว ตลอดถึงความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในภาพรวมของ พศ.ถึงสาธารณชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้ง 3 คน ได้แก่ สมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการ พศ. (โฆษกคนที่ 1)
สิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (โฆษกคนที่ 2)
และสมบัติ พิมพ์สอน ผู้อำนวยการกลุ่มการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี พศ. เป็นรองโฆษก
ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2561
สมเกียรติ กล่าวว่า การข่าวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบ ถูกต้อง ด้วยว่าโลกของพระสงฆ์เป็นอีกโลกหนึ่ง อย่านึกว่าพระสงฆ์จะเหมือนกับพวกเรา ดังนั้นจึงขอร้องว่าเวลาเขียนเรื่องพระต้องใช้ข้อเท็จจริง อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัว
สิปป์บวร กล่าวว่า ข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ พศ.ให้ความสนใจเสมอ อย่าคิดว่า พศ.ไม่ได้ทำอะไร เพราะ พศ.นั้นเป็นหน่วยงานรับใช้พระสงฆ์ มิใช่หน่วยงานบังคับบัญชา ส่วนพระสงฆ์เองก็ทำงานตามสายบังคับบัญชาเช่นกัน รวมทั้งต้องคำนึงถึงระบบอาวุโสด้วย ดังนั้นบางเรื่องบางประเด็นจะให้ตอบรวดเร็วนั้นยาก แต่ถึงกระนั้น พศ.ก็มีศูนย์ Hotline ในแต่ละจังหวัดเพื่อรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ เช่น ส่วนกลาง ได้แก่ 02-441-6400 (จะมีเสียงให้ติดต่อตามประเด็นที่ต้องการ) ต่อไปจะมี @line ด้วย







