
อากาศเปลี่ยนแปลง โลกเปลี่ยนไป แต่เรายังยืนอยู่ที่เดิม?
ความแปรปรวนของสภาพอากาศกำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกอณูบนโลกใบนี้ หนึ่งในตัวอย่างเล็กๆ
โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ความแปรปรวนของสภาพอากาศกำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกอณูบนโลกใบนี้ หนึ่งในตัวอย่างเล็กๆ แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนก็คืออากาศหนาวเมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ส่งผลโดยตรงต่อการปรับตัวของคนกรุง
นี่อาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีของใครหลายคนที่ได้สัมผัสอากาศหนาวอย่างถึงอกถึงใจ และอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจสำหรับคนกรุงในยุคนี้ แต่ทว่าเมื่ออากาศหนาวทอดระยะเวลายาวออกไปในช่วงระยะหนึ่ง เสียงบ่นกลับเริ่มเข้ามาแทนที่ นั่นเพราะเราต่างไม่คุ้นชินกับอากาศเช่นนี้ และเริ่มรู้สึกว่าอากาศเช่นนี้ไม่ค่อยเป็นมิตรกับวิถีชีวิตปกติสักเท่าใด
ประเด็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถูกพูดถึงกันทั่วโลก เพราะผลพวงเกี่ยวเนื่องสืบต่อกันเป็นลูกโซ่ ปัจจัยหนึ่งในระบบนิเวศของโลกเปลี่ยนแปลงไป นั่นหมายความโลกทั้งใบต้องเปลี่ยนแปลงตาม
ข้อมูลจากสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ระบุถึงคำพยากรณ์อนาคตไทยในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยถอดความน่าจะเป็นมาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ ของสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่าในปี ค.ศ. 2050 ประเทศไทยจะร้อนขึ้น
ข้อมูลระบุว่า อากาศร้อนจะยาวนาน ช่วงที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส จะนานขึ้นอีก 2-3 เดือน ส่วนอากาศหนาวจะสั้นลง โดยช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส จะเหลือเพียง 10 วัน-1 เดือนเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นถึง 10-35 มิลลิเมตร
ในเวลาใกล้เคียงกัน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม ยังได้รายงานถึงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น และนั่นคือหนึ่งในรูปธรรมของผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนที่สุด
ข้อมูลจาก ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ระบุว่า ทั่วประเทศมีชายฝั่งยาว 2,600 กิโลเมตร ปัจจุบันเกิดปัญหาการกัดเซาะมากถึง 830 กิโลเมตร และที่น่าตกใจก็คือ ในแต่ละปีมีพื้นที่ถูกกัดเซาะหายไปไม่น้อยกว่าปีละ 1,150 ไร่ เทียบเท่าได้กับ 255 สนามฟุตบอล
แน่นอนว่าผลกระทบจาก 2 เหตุการณ์ข้างต้นจะขยายวงกว้างหลากหลายมิติ ลองช่วยกันจินตนาการต่อเล่นๆ ก็จะพบว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เล่นๆ อีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงของอากาศ อาจหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของเกษตรกร ฝนฟ้าปริมาณน้ำที่มากหรือน้อยเกินไป หมายถึงปริมาณของผลผลิต และราคาซื้อขายสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ
อย่างทุเรียนราชาผลไม้ขึ้นชื่อ ในปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขณะที่ทุเรียนกำลังผลิดอกเพื่อรอวันออกผล จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมา ซัดดอกทุเรียนร่วงหล่นเรียงราย ดอกที่รอดจึงกลายเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า ราคาจึงพุ่งสูงลิ่ว นั่นหมายถึงเงินในกระเป๋าเรา
ไม่ใช่เฉพาะแค่เพียงทุเรียน แต่ยังรวมถึงผลหมากรากไม้ชนิดต่างๆ ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันนี้ ยังไม่นับอากาศร้อนจนทำให้พืชพันธุ์ยืนต้นแห้งตายสาบสูญ หรือสัตว์น้อยใหญ่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อีก 30 ปีข้างหน้า ไก่ยังจะไข่ได้เหมือนเดิมอีกไหม วัวยังจะมีน้ำนมให้เราเช่นเดิมหรือเปล่า หรือสัตว์ทะเลจะดำรงอยู่อย่างไรในอุณหภูมิน้ำที่ร้อนขึ้น
หรือกรณีน้ำกัดเซาะชายฝั่งจนแผ่นดินหดหายจำนวนมหาศาล ลองข้ามไปมองในมิติอื่นที่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมบ้าง ถามว่าเจ้าของที่ดินจะไปตีฆ้องร้องป่าวกับใครได้บ้างหรือไม่ หากวันหนึ่งที่ดินตามโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายกลายเป็นผืนน้ำไป หรือแม้แต่ธนาคารที่รับจำนองที่ดินจะทำอย่างไร หากที่ดินที่รับจำนองเหล่านั้นไม่มีจริงอีกแล้ว
ยังมีอีกหลากหลายกรณี หลากหลายมิติ หลากหลายผลกระทบ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเราและเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแทบทั้งสิ้น







