posttoday
จับตา JC 23 ไฮสปีดไทย-จีน  กับโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

จับตา JC 23 ไฮสปีดไทย-จีน กับโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

28 มกราคม 2561

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเดินทางไปร่วมสัมมนา “2017 Seminar on Railway for Thai Lecturers” ที่นครปักกิ่ง

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเดินทางไปร่วมสัมมนา “2017 Seminar on Railway for Thai Lecturers” ที่นครปักกิ่ง ซึ่งจัดโดยรัฐบาลจีนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา สไลด์แผ่นแรกๆ ที่อาจารย์ชาวจีนเริ่มต้นบรรยายกล่าวถึงคุณประโยชน์ของการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน 3 ประการ คือ (ก) ยกระดับคุณภาพของการเดินทางของประชาชน (ข) ส่งเสริมการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยว ซึ่งผู้บรรยายใช้คำว่า “อุตสาหกรรมชั้นสาม” หรือ “Third industry” และ (ค) ผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนา “งาน” ให้กับประชาชนทั้งห่วงโซ่อุปทาน อาทิ งานวิศวกรรมโยธา งานโลหะ งานไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์  งานเครื่องจักรกล งานภาคการผลิต ฯลฯ

ทั้งนี้ มีองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายทั้งหมดสำเร็จลงได้ 6 ประการ คือ (1) ภารกิจการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน หรือระบบนิเวศของรถไฟฟ้าความเร็วสูงโดยรัฐบาลกลางต้องอยู่ในระดับความสำคัญสูงสุด หรือ “High priority” (2) รัฐบาลท้องถิ่นต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาลกลางอย่างเข้มแข็ง (3) มีแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศผ่านการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงอย่างชัดเจน (4) มียุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม (5) มีกลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับบริหารการเดินรถและการซ่อมบำรุง และ (6) มีระบบการพัฒนาบุคลากรทางเทคนิคและวิศวกรรมระบบรางแบบครบวงจรเนื้อหาที่อาจารย์ชาวจีนถ่ายทอดให้ฟังนี้แทบไม่แตกต่างจากเนื้อหาที่ผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน หรือญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเคยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางแห่งชาติ และสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท.) เชิญมาบรรยายช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

นั่นคือข้อความสำคัญที่ผู้เขียนเพียรถ่ายทอดและสื่อสารซ้ำแล้วซ้ำอีกไปยังหน่วยงานต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวข้องเมื่อคิดจะทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใด หรือร่วมมือกับเจ้าของเทคโนโลยีจากประเทศใด ลำพังเพียงความคิดจะจัดซื้อระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือให้บริษัทที่ปรึกษาชาวไทยรับเหมางานก่อสร้าง ทำโครงการทางวิศวกรรมโยธา หรือแม้แต่ให้นายทุนมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบๆ สถานีตลอดแนวเส้นทางคงไม่เพียงพอ และยิ่งไม่ต้องหวังกำไรจากรายได้ที่มาจากค่าโดยสาร เพราะแม้แต่เส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนเองที่ให้บริการมาประมาณ 10 ปี มีโครงข่ายกว่า 2.2 หมื่นกิโลเมตร ในปัจจุบันหลายเส้นทางก็ยังขาดทุนในมิติของค่าโดยสาร แต่ประเทศจีนกลับประสบความสำเร็จอย่างมากในการยกระดับขีดความสามารถในทางวิศวกรรมการผลิตและเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับยุคสมัย “Thailand 4.0” รถไฟฟ้าความเร็วสูงจะต้องไม่ถูกมองเป็นเพียงระบบรถไฟเพื่อการคมนาคมขนส่งอีกต่อไป

พลันเมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 30/2560 เรื่องมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หรือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทย-จีน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ประกอบกับกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้เขียนและคณะทำงานที่ สวทช. และ วศรท.ช่วยกันเผยแพร่กันมาหลายปี ทำให้กระแส “ถ่ายทอดเทคโนโลยี” ระบบรถไฟฟ้าเริ่มได้รับความสนใจ และทำให้องค์กรวิชาชีพต่างๆ เริ่มแสดงตัวจะเป็นแกนนำในกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเฉพาะจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทย-จีน ที่กำลังพูดถึงนี้

แต่จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ได้รับเชิญไปร่วมประชุม ร่วมเป็นกรรมการ ร่วมแสดงความเห็นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก็พบกว่าแทบทั้งหมดขององค์กรวิชาชีพเหล่านี้ไม่มีความเข้าใจประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีในแบบที่ผู้เขียนอธิบายไว้ในย่อหน้าแรกของบทความฉบับนี้ และที่สำคัญที่สุด “ระบบความคิดแบบแยกส่วน” และ “ระบบอำนาจแบบแยกส่วน” ของประเทศไทยเองกำลังมีส่วนอย่างมากในการทำให้แผนการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของไทยที่ควรจะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทย-จีน ก็กำลังจะหายไป พร้อมๆ กับการบิดเบือนความเข้าใจของสังคมให้เข้าใจว่า “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” คือ “โปรแกรมการฝึกอบรม” ที่จีนจะจัดให้กับช่างเทคนิคและวิศวกรชาวไทย (แบบจำกัด) เพื่อให้สามารถ “ออกแบบและพัฒนาเส้นทาง” ในเฟสต่อๆ ไป

ควรสังเกตว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะมุ่งเน้นไปในงานทางวิศวกรรมโยธา ซึ่งเป็นความรู้ทางเทคนิคที่บรรดาผู้รับเหมาและที่ปรึกษาชาวไทยสามารถดำเนินการได้เองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วในปัจจุบัน (แล้วจะเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องนี้ทำไม?) แต่งานด้านภาคการผลิต งานวิศวกรรมตัวรถและระบบควบคุม (M&E หรือเครื่องกลและไฟฟ้า) ซึ่งประเทศไทยไม่มีองค์ความรู้เลยกลับกำลังถูกลดระดับความสำคัญลง ภายใต้ความเข้าใจผิดว่าอุตสาหกรรมไทยไม่มีศักยภาพเพียงพอ ปริมาณการผลิตน้อยเกินไป ไม่คุ้มค่ากับการส่งเสริม ฯลฯ ที่สำคัญที่สุดแผนงาน ทีมงาน ตลอดจนยุทธศาสตร์การเจรจากับประเทศจีน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถได้โอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศก็ดูเหมือนกำลังเกิดขึ้นแบบไม่มีทิศทาง

หลังคำสั่ง คสช.ที่ 30/2560 ในเดือน มิ.ย. มีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตามออกมาอีก 2 ประการ คือ (1) ให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยของภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อดำเนินงานพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาบุคลากรทั้งระดับวิศวกรและช่างเทคนิคเพื่อรองรับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางต่อไป และ (2) ให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดตั้งองค์กรพิเศษที่เป็นอิสระจากการกำกับกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อกำกับการดำเนินงานโครงการให้มีประสิทธิภาพ โดยให้มีโครงสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวและเหมาะสมสำหรับดำเนินกิจการระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมทั้งกำหนดมาตรการหรือแนวทางในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ การจัดตั้งองค์กรพิเศษดังกล่าวต้องดำเนินการให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้เขียนเชื่อว่า มติ ครม.ดังกล่าว มีเจตนาที่ดี มุ่งเน้นให้เกิดสัมฤทธิผลในด้านการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงใน 2 ประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศผ่านกระบวนการบริหารการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการบริหารการเดินรถ แต่เท่าที่ทราบในปัจจุบัน (ม.ค. 2561) การจัดตั้งองค์กรพิเศษ (SPV, Special Purposed Vehicle) ตามมติ ครม. ในข้อ 2. ข้างต้น ยังไม่เกิดขึ้น และแม้จะมีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางและจัดทำแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง” โดยกระทรวงคมนาคม ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2560 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนวทางและจัดทำแผนจัดตั้ง “สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง” หรือ “สถาบันราง” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อดำเนินงานพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนการพัฒนาบุคลากรทั้งระดับวิศวกรและช่างเทคนิคสำหรับรองรับการพัฒนาระบบขนส่งทางราง จัดทำแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบรถไฟความเร็วสูง แต่คณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ยังไม่เคยมีการประชุมใดๆ ในขณะที่รอบการเจรจา “การประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน” หรือ JC ครั้งที่ 23 กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ.นี้ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีวาระการประชุมสำคัญ คือ การเจรจาร่างสัญญา 2.3 อันเกี่ยวเนื่องกับระบบตัวรถและไฟฟ้า (M&E) การฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งน่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ไทยต้องการ เพื่อการต่อยอดในการพัฒนาขีดความสามารถต่อไป ผลลัพธ์จากการเจรจาน่าจะจบลงด้วยการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยและจีน

ในขณะนี้ 3 ทีมงานสำคัญ คือ (ก) ทีมฝ่ายเทคนิคที่จะไปร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของไทย (ข) ทีมจัดตั้งสถาบันราง และ (ค) SPV ที่จะมากำกับการเดินรถ ทีมแรกมายังไงไม่ทราบได้แต่ดูจากรายชื่อตัวละครแล้วผู้เขียนเชื่อว่าเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะสนใจเพียงเรื่องการฝึกอบรมด้านการเดินรถและซ่อมบำรุง (ซึ่งต้องมีเป็นปกติอยู่แล้วสำหรับการจัดซื้อระบบ) แต่ทีม 2-3 ยังไม่ได้เริ่มทำงาน หากทีมแรกมีพื้นฐานความเข้าใจไม่ตรงกับทีม 2-3 แต่ผลลัพธ์จากการเจรจาคงจะผูกพันให้ทีม 2-3 ทำงานไม่ได้อย่างที่มติ ครม.อยากได้ ประเทศไทยก็อาจจะเสียโอกาสในการใช้การลงทุนในระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางวิศวกรรมของคนไทยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางไปอย่างน่าเสียดาย...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท