
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (49)
เหตุการณ์สำคัญที่ควรจะกล่าวต่อเนื่องไปก็คือเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับประทับ ณ พระที่นั่งไชยชุมพล โปรดให้มีโขนและการเล่นต่างๆ ที่หน้าพระที่นั่งไชยชุมพล เวลาค่ำมีหนังและดอกไม้เพลิงสมโภชพระแก้วมรกตเป็นการบูชาเวลาหนึ่ง ครั้นเวลายามเศษเสด็จกลับประทับในพระบรมมหาราชวังให้ครั่นพระองค์ทรงพระประชวร ไม่เสด็จออกว่าราชการ เสวยพระโอสถข้างที่ ณ วันอาทิตย์ เดือน 10 ขึ้น 13 ค่ำ (วันที่ 30 ส.ค. 2411) เวลาทุ่มเศษทรงจับสั่นไปจนเวลา 2 ยามเศษ ครั้นสร่างจับแล้วรับสั่งให้หาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ เข้าไปเฝ้าในที่ทรงพระประชวรจึงรับสั่งให้ประชุมหมอหลวงมีชื่อที่ประกอบพระโอสถถวาย กรมขุนวรจักรธรานุภาพก็รับพระบรมราชโองการ ออกมาสั่งให้หลวงทิพจักษุประกอบพระโอสถเข้าไปถวาย
จึงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสว่าผู้ใดมีหมอยาก็ให้ถวายเถิด ขณะนั้นพระราไชศวรรยาเจ้ากรมพระคลังในซ้ายซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมรับฉลองพระเดชพระคุณ ประกอบพระโอสถไพลกับเกลือเจือด้วยเวทมนตร์ถวาย ครั้นทรงเสวยแล้ว พระอาการที่แน่นพระอุระก็ถอยลง จึงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้หาเจ้าต่างกรมและขุนนางผู้ใหญ่มาพร้อมกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จึงโปรดให้พนักงานนำสิ่งของซึ่งเป็นส่วนของพระวงศานุวงศ์และท่านเสนาบดีถวายไว้เมื่อเฉลิมพระชนมพรรษาใหญ่ ส่วนของใครก็ให้พระราชทานคืนไปทุกคน เว้นไว้แต่พระเจ้าน้องยาเธอสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราบปรปักษ์ ได้พระราชทานตลับทองคำลงยาใส่ทองคำบางสะพานหนัก 5 ตำลึงลงยันต์ด้วยพระดินสอเพชร นาฬิกาซุ่มใหญ่ 1 มีเข็มดูวันเดือนปีทุ่มโมง กับพระประทุมทำด้วยศิลาองค์ 1 กรมขุนวรจักรธรานุภาพได้พระราชทานนาฬิกาใหญ่ มีแก้วเลี่ยมครอบ มีเข็มดูวัน เดือนปีทุ่มโมงพร้อมมีปรอทดูร้อนหนาว ฯพณฯ หัวเจ้าท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้พระราชทานพระหีบงาครอบทองคำมีเครื่องสำหรับเขียนหนังสือพร้อมทุกสิ่ง ทำด้วยทองคำประดับเพชรทับทิม มรกตคิดราคาดูมากกว่า 100 ชั่ง แล้วพระราชทานเงินอีก 1,000 ชั่ง
จึงรับสั่งห้ามว่า “อย่าร้องไห้ ความตายไม่เป็นอัศจรรย์อะไรนัก เป็นของธรรมดา เกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทุกคน” แล้วท่านทั้ง 6 เห็นว่า พระอาการอ่อนนักแล้ว ก็พากันถอยออกมา
ครั้นเวลาย่ำค่ำแล้ว รับสั่งให้หาพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภเข้าไปเฝ้า ให้พยุงพระองค์พลิกพระเศียรทับพระพาหาเหมือนอย่างพระไสยาสน์จึงตรัสว่า “เขาตายกันดังนี้” จึงรับสั่งให้พระยาบุรุษฯ จุดเทียนชัย และห้ามมิให้ถวายพระหนทาง แล้วก็ทรงเจริญพระกรรมฐานสมาธิภาวนานิ่ง ศีรษะสู่ทิศอุดร ผันพระพักตร์ต่อประจิมทิศ พอย่ำค่ำประถมยาม แล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันนั้น
ต่อไปนี้ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชาคณะฐานานุกรม พร้อมด้วยขุนนางเสนาบดีข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ณ ท่ามกลางพระที่นั่งอนันตสมาคมตรงหน้าพระมหาเศวตฉัตร ได้ประชุมกันเลือกพระเจ้าแผ่นดิน กรมพระราชวังบวรสถาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และผู้สำเร็จราชการในพระราชสำนัก
ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย พร้อมกันอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และได้ยกกรมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า
ครั้นแล้วเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงกล่าวถามต่อไปในที่ประชุมว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรอยู่นั้น ท่านได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่าปรึกษากันจะถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตประชานาถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ทรงพระวิตกอยู่ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระชันษายังทรงพระเยาว์จะไม่ทรงสามารถว่าราชการแผ่นดินให้ร่มเย็นเป็นสุขแก่พระราชวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาทสมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎร์ได้ดังสมควร พระกระแสที่ทรงปริวิตกเช่นนี้ จะคิดอ่านกันอย่างไร กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ซึ่งเป็นพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่โดยเจริญพระชนมายุกว่าพระองค์อื่นๆ ตรัสว่า
“ขอให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่าราชการแผ่นดิน ไปจนกว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ จะทรงผนวชพระ”







