
ใช้จ่ายไม่ไร้เหตุผล
ความเห็นที่สวนทางกันระหว่างประชาชนกับรัฐบาลในเรื่องของ “เศรษฐกิจดี” หรือ “เศรษฐกิจไม่ดี”
ความเห็นที่สวนทางกันระหว่างประชาชนกับรัฐบาลในเรื่องของ “เศรษฐกิจดี” หรือ “เศรษฐกิจไม่ดี” กันแน่ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป
สำหรับประชาชนเศรษฐกิจดีคือ การเปิดกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วมีเงินพอที่จะจ่ายหนี้สิน ซื้ออาหารและของใช้ที่จำเป็น (หรือไม่จำเป็น) มีเงินเพียงพอที่จะเอนเตอร์เทนตัวเองในเรื่องความบันเทิงต่างๆ พอให้ชีวิตรื่นรมย์บ้าง
การวางแผนลดค่าครองชีพมีหลักการง่ายๆ คือ “ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้” เท่านั้น จึงจะมีเงินเหลือออม ดังนั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำเมื่อคิดที่จะวางแผน “ชักหน้าให้ถึงหลัง” การทำบัญชีครัวเรือน
การทำบัญชีครัวเรือนมีประโยชน์มาก ในการที่จะรู้พฤติกรรมการใช้จ่ายของเราว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเสมือนฐานข้อมูล เพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์และหาวิธีจัดการการใช้เงินของเราให้ถูกที่ถูกทาง
บัญชีครัวเรือนมี 2 ฝั่ง คือ ฝั่งรายรับและฝั่งรายจ่าย การทำบัญชีครัวเรือนคือ การจดบันทึกเรื่องการเงินของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายรับหรือรายจ่าย หากตั้งใจทำบัญชีครัวเรือนให้ละเอียดเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เราจะสามารถรู้ว่าในแต่ละเดือนเราเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากน้อยแค่ไหน และหากเราจะขจัดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต เราก็จะสามารถเริ่มต้นแก้ไขอุดรูรั่วของเงินไหลออกได้อย่างถูกจุด
ขั้นตอนต่อมาของแผนลดค่าครองชีพคือ “การปรับวิธีคิดและเปลี่ยนไลฟ์สไตล์” ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการปรับวิธีคิดเป็นด่านแรกที่คุณต้องเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้อยู่ได้ในภาวะรายได้ต่ำ ค่าครองชีพสูง นั่นคือการรู้จักพอเพียง พอใจในสิ่งที่มีอยู่ มีเท่าไรใช้เท่านั้น หลังจากปรับวิธีคิดแล้วก็จะต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกัน
ต้องยอมรับว่า ไลฟ์สไตล์ของคนวัยทำงาน ในย่านใจกลางเมืองที่เราเห็นจนคุ้นตาและทำจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เช่น การดื่มกาแฟ นัดเพื่อนช็อปปิ้ง มีปาร์ตี้หลังเลิกงาน เข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง หลายคนทำสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่บางคนยึดเป็นมาตรฐานที่มนุษย์เงินเดือนควรมี จนคิดว่าถ้าคนอื่นไม่ทำตามก็อาจจะถูกมองว่าแปลกแยก
ถ้าเรามีกิจวัตรแบบนี้ แสดงว่าเราใช้จ่ายด้วยความเคยชินกันประมาณเท่าไหร่ ลองคำนวณกันดูง่ายๆ เช่น รายจ่ายค่ากาแฟ ถ้าในวันทำงานเราดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 1 แก้ว แล้วดื่มกาแฟแก้วละ 50 บาท ระยะเวลาทำงาน 1 เดือน (คิดเป็นเลขกลมๆ 20 วันทำการ) จะเป็นเงินที่จ่ายกับค่ากาแฟ 1,000 บาท/เดือน คิดเป็น 5% ของรายได้ เป็นต้น
การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ควรเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละคน เพื่อไม่ให้การลดค่าครองชีพกลายเป็นความเครียด และทำให้แผนลดค่าครองชีพล้มเหลวไปเสียก่อน
นอกจากนี้ ก็จะต้องวางแผนการประหยัดเรื่องในบ้าน ลดการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา ซึ่งก็มีวิธีทำได้ไม่กี่อย่างคือ ไม่เปิดไฟฟ้าทิ้งไว้ อย่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เพราะจะกระชากไฟทำให้มิเตอร์ไฟวิ่งเร็ว การรีดผ้าก็ควรจะรวมกันรีดครั้งเดียวทีละมากๆ เป็นต้น
ส่วนคนที่เป็นโรคบ้าช็อปปิ้ง วิธีแก้ไขการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหล่านี้คือ การคิดก่อนซื้อ วางแผนก่อนว่าจะซื้อเพื่ออะไร จะได้ใช้บ่อยแค่ไหน บางคนที่อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมสามารถใช้วิธีซื้อของเข้า 1 ชิ้น ก็ต้องขนของออก 1 ชิ้น เพื่อที่จะไม่ทำให้ห้องชุดสวยๆ กลายเป็นโกดังเก็บของ เป็นต้น
อีกสิ่งหนึ่งที่สูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดายโดยไม่รู้ตัว นั่นคือการซื้ออาหารมาตุนไว้ในตู้เย็น ตอนที่ซื้อก็ซื้อเผื่อว่าจะทำกิน แต่บางคนซื้อเก็บไว้นานจนอาหารหมดอายุหรือเน่าเสีย ต้องเก็บทิ้งไป ซึ่งก็เท่ากับทิ้งเงินไปเท่ามูลค่าของที่ซื้อมา
ส่วนพวกเสพติดเทคโนโลยีทั้งโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ที่จะต้องซื้อของรุ่นใหม่ มีฟังก์ชั่นหรูหรา พึงจำไว้ว่าหากซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้อะไรนอกจากดูหนังฟังเพลง เล่นโซเชียลมีเดีย โทรเข้าออกและส่งข้อความ ถือว่าเป็นการซื้อของเกินจำเป็นเช่นกัน
การประหยัดเล็กๆ น้อยๆ นี่ จะช่วยให้เราอยู่รอดได้ในช่วงที่ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจดีจริง หรือแค่รู้สึกว่าดี







