
ต้องเลือกตั้งตามโรดแมป
ในที่สุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ในที่สุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนน 213 เสียง และงดออกเสียง 4 คะแนน เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป และที่เป็นประเด็นสำคัญคือ การขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายดังกล่าว 90 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 196 ต่อ 12 เสียง และงดออกเสียง 14 เสียง
โดยหลังจากนี้ สนช.จะต้องนำร่างกฎหมายฉบับนี้ส่งไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาว่า มีเนื้อหาขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าขัดหรือมีการทักท้วงไม่เห็นด้วยในบางประเด็น ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สนช. 5 คน กรธ. 5 คน และ กกต.อีก 1 คน เพื่อทบทวนร่างกฎหมายทั้งหมดต่อไป
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกทบทวนแก้ไขในช่วงขั้นตอนนี้ แทบจะเป็นไปได้น้อยมาก เว้นแต่มีคำสั่งพิเศษจากผู้มีอำนาจเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เพราะสุดท้ายอำนาจในการจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ก็อยู่ที่ สนช.อยู่ดี ก่อนที่จะส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ผลลัพธ์จากการขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายดังกล่าว 90 วัน ย่อมทำให้กระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศไว้ตามวาระในโอกาสต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ย. 2561 ทันที
ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้คำนวณว่า อย่างช้าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.จะประกาศใช้ได้ในเดือน มิ.ย. 2561 และเมื่อ สนช.แก้ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 90 วัน บวกกับตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งหลังจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ภายใน 150 วัน การเลือกตั้งก็จะอยู่ประมาณเดือน ก.พ. 2562
ความจริงการเลื่อนเลือกตั้งออกไป ไม่ใช่เป็นผลดีต่อ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก เพราะจะทำให้ถูกมองว่าเป็นการดำเนินการสืบทอดอำนาจให้นานที่สุด และยังทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถืออีกด้วยเนื่องจากได้ผิดคำพูดที่สัญญาจะให้เลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561
แม้ทาง สนช.จะชี้แจงว่า การเลื่อนการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.ออกไปครั้งนี้ เพื่อสร้างความพร้อมให้พรรคการเมืองให้มากที่สุด ก่อนเลือกตั้ง แต่เมื่อดูตามข้อเท็จจริงน่าจะเป็นเพียงข้ออ้างในการเลื่อนการเลือกตั้งมากกว่า เพราะพรรคการเมือง ต่างคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวโดยเฉพาะ 19 พรรคการเมืองเล็ก ที่ได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านถึงที่รัฐสภา รวมถึงพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านกันอย่างหนัก
ดังนั้น ทางที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความวุ่นวายในอนาคต และเพื่อไม่ให้รัฐบาลและ คสช.ต้องมีมลทิน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปให้ได้ เพราะยังมีช่องทางที่ดำเนินการให้เป็นไปตามนั้นได้อยู่ จะอ้างไม่มีอำนาจคงไม่ได้ เพราะต้นเหตุของการเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้แม้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ได้ประกาศใช้ไปตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 2560ไม่เช่นนั้น คสช.ก็จะยิ่งเสื่อม โอกาสในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอีกครั้ง คงยากขึ้นเท่าตัว







