
นวกิจฯ ปีนี้กลับมาโต
ในปีนี้จะเป็นอีกปีหนึ่งที่บริษัท นวกิจประกันภัย กลับมามุ่งเน้นการเติบโตเพิ่มขึ้น
โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ในปีนี้จะเป็นอีกปีหนึ่งที่บริษัท นวกิจประกันภัย กลับมามุ่งเน้นการเติบโตเพิ่มขึ้น หลังจากปีที่ผ่านมาได้ใช้กลยุทธ์ปรับสัดส่วนงานรับประกันเพื่อให้เกิดความสมดุลโดยเน้นสร้างผลกำไรเป็นหลัก
ปิติพงศ์ พิศาลบุตร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย กล่าวว่า ถ้าดูภาพรวมที่ออกมาถึงสิ้นปี 2560 นวกิจคงมีกำไรได้ตามเป้าแต่อัตราเติบโตอาจไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากมีการปรับสัดส่วนการรับประกันภัยรถยนต์เพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่การปรับอัตราเบี้ยแต่เป็นการปรับประเภทรถ และดูว่าช่องทางขายไหนที่มีกำไรก็ทำมากขึ้น ส่วนไหนที่ขาดทุนก็หาทางแก้ไขปัญหา
ส่วนผลที่ได้ก็ทำให้เบี้ยรถยนต์ลดลงไปมากพอสมควรติดลบ 13% ที่หายไป เพราะนวกิจพยายามจัดราคาให้เหมาะสม เอาสถิติมาดู แล้วคุยกับลูกค้าว่าอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันสูง และถ้าขาดทุนก็ต้องบอกให้ลูกค้าช่วยนวกิจหน่อย ซึ่งไม่ได้ดูสถิติแค่ปีเดียวแต่ดูย้อนกลับไปหลายปีด้วย มีการแยกสัดส่วนงานทุกประเภทออกมาว่ากลุ่มไหนขาดทุน กลุ่มไหนกำไร ไม่ว่าจะกลุ่มสถาบันหรือกลุ่มฟีด กลุ่มลูกค้ารายย่อย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรื่องของการปรับสัดส่วนงานรับประกันน่าจะนิ่งแล้ว ดังนั้นปีนี้ก็จะพยายามดูว่างานไหนที่ดีก็จะมุ่งขยายตัวไปทางนั้น
ทั้งนี้ ในปัจจุบันนวกิจมีสัดส่วนเบี้ยรถยนต์อยู่ประมาณ 60% และเบี้ยที่ไม่ใช่รถยนต์ หรือนันมอเตอร์ 40% จากเมื่อก่อนเบี้ยรถยนต์อยู่ที่ 70% และเบี้ยนันมอเตอร์ 30% ถือว่าปรับเปลี่ยนได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมากกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ประมาณ 50% ปลายๆ ซึ่งถือว่าสัดส่วนนี้สมดุลแล้วสำหรับนวกิจ
อย่างไรก็ตาม นวกิจก็ทำตลาดในส่วนของประกันสุขภาพมากขึ้นทำให้เติบโต 2% และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) เติบโต 48% ซึ่งยอมรับว่าประกันสุขภาพมีการแข่งขันกันสูง ผลประกอบการไม่ค่อยดีเท่าที่ควรเหมือนรถยนต์และคุมเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ยากมากกว่า
“ประกันสุขภาพเราก็อยากโตแต่ก็ต้องดูให้ดี เน้นช่องทางที่มีผลประกอบการที่ดี ซึ่งเรื่องของชื่อเสียงและเครือข่ายโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกับประกันรถยนต์ที่ต้องมีอู่ ประกันสุขภาพก็ต้องมีโรงพยาบาล และเรื่องการเสนออัตราเบี้ยก็ไม่ใช้เรื่องง่าย ต้องใช้ความรู้ทางด้านนี้ค่อนข้างสูง” ปิติพงศ์ กล่าว
ที่สำคัญการซื้อประกันสุขภาพที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลส่งเสริมประกันสุขภาพ แม้จำนวนเงินอาจยังไม่มากเท่า แต่เป็นก้าวแรกที่ทำให้ประชาชนหันมาซื้อประกันสุขภาพที่ไม่ได้เป็นภาระของรัฐในอนาคต รัฐบาลส่วนหนึ่งก็ต้องรับในเรื่องของการลดหย่อนภาษี แต่ก็เป็นสินค้าที่น่าซื้อดีกว่าซื้ออย่างอื่น และมีปัญหาสุขภาพและเป็นภาระประชาชนในอนาคต
อย่างนวกิจเองตอนนี้เตรียมในเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบประกันสุขภาพไว้แล้ว โดยสินค้าตัวเด่นๆ ที่ขายดี เช่น แบบประกัน “สุขภาพชิลชิล” ที่ออกไปก็จับกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน อีกตัวที่เริ่มทำตลาดในปีนี้ แบบประกัน “ชิลชิล พลัส เหมาจ่าย” ขายทุกช่องทาง เหมาะกับลูกค้าที่มีสวัสดิการประกันสุขภาพอยู่บ้างแล้ว แต่อยากซื้อเพิ่มอีก และแบบประกัน “แมก70” ที่เจาะกลุ่มลูกซื้อให้พ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู ซึ่งได้แยกจากก้อน 1.5 หมื่นบาทได้อีก และยังมีเรื่องของอากรใหม่ทำให้เบี้ยลดลง 0.04%
เชื่อว่าในปีนี้เรื่องการลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพจะเป็นตัวกระตุ้นตลาดประกันสุขภาพได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่รู้ว่าภาครัฐจะขยายจำนวนเงินได้หรือเปล่า เพราะประกันชีวิตได้ 1 แสนบาท แต่ประกันวินาศภัยได้ 1.5 หมื่นบาท คือ ถ้าซื้อเบี้ยชีวิตไป 1 แสนบาทแล้ว จะซื้อประกันสุขภาพของฝั่งประกันวินาศภัยอีก 1.5 หมื่นบาทไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งที่ประกันวินาศภัยจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นช่องทางการขายได้
ส่วนเรื่องกลยุทธ์ในเรื่องของช่องทางขายนั้น ปีนี้นวกิจจะเพิ่มช่องทางสถาบันการเงิน ตัวแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่องทางขายหลักจะมี 3 ส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ตัวแทนนายหน้า และโบรกเกอร์ ดีลเลอร์ ไฟแนนซ์ โดยพยายามทำให้ทุกช่องทางมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เน้นกระจายความเสี่ยงบริหารความเสี่ยงทุกมิติ
นอกจากนี้ ยังจะกระจายไปยังช่องทางขายตรงไดเรกต์เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก รวมถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่โทรศัพท์เข้ามาและผ่านเว็บไซต์
“สำหรับในปีนี้นวกิจวางเป้าหมายเติบโตให้สูงกว่าตลาดเล็กน้อย เน้นลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีสินค้าใหม่จริงๆ ออกมาสู่ตลาด ไม่ใช่เอาแค่แบบประกันเดิมๆ แล้วมาปรับปรุง ซึ่งมั่นใจว่าในปีนี้นวกิจจะเติบโตได้อย่างแน่นอน แต่ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะสภาพการแข่งขันในตลาดยังมีสูงอยู่” ปิติพงศ์ กล่าว







