
ขึ้นค่าแรงต้องยุติ
หลังจากคณะกรรมการกลางค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา จะให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศปี 2561 อยู่ที่ 5-22 บาท แต่ผ่านมาร่วมสัปดาห์ก็ไม่ได้ข้อยุติว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปีนี้จะเป็นไปตามข้อสรุปตามบอร์ดค่าจ้างหรือไม่ ทั้งมีการหารือเข้มข้นนับสิบชั่วโมง เพราะทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างยังคงไม่พอใจ และเรียกร้องให้ทบทวนถึงขั้นกดดันว่าจะเคลื่อนไหวหากข้อเสนอไม่ได้รับการพิจารณา
หลังจากคณะกรรมการกลางค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา จะให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศปี 2561 อยู่ที่ 5-22 บาท แต่ผ่านมาร่วมสัปดาห์ก็ไม่ได้ข้อยุติว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปีนี้จะเป็นไปตามข้อสรุปตามบอร์ดค่าจ้างหรือไม่ ทั้งมีการหารือเข้มข้นนับสิบชั่วโมง เพราะทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างยังคงไม่พอใจ และเรียกร้องให้ทบทวนถึงขั้นกดดันว่าจะเคลื่อนไหวหากข้อเสนอไม่ได้รับการพิจารณา
ฝ่ายนายจ้างในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ไม่เห็นด้วยกับมติบอร์ดค่าจ้างที่ให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกจังหวัด เพราะก่อนหน้านี้มีกว่า 30 จังหวัด ได้พิจารณาและไม่เพิ่มค่าแรง เนื่องจากได้สอบถามความเห็นไปยังสมาชิกหอการค้าต่างจังหวัดทั่วประเทศถึงผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ พบว่าหากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอต่อคณะบอร์ดค่าจ้าง จะส่งผลกระทบกับ 35 จังหวัด ที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ได้เสนอปรับขึ้นค่าจ้าง
ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างนำโดย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศเพื่อให้เป็นไปตามหลัก สากล และยังขอให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำจังหวัด และให้มีคณะกรรมการค่าจ้างระดับชาติ ที่มีองค์ประกอบครอบคลุมทุกภาคส่วน สิ่งสำคัญให้รัฐบาลวางมาตรการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินจริง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวอ้างจะขึ้นหรือไม่ขึ้นค่าแรง ล้วนมาจากเรื่องลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ต้องคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิตของสินค้า ตลอดจนสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ฝ่าย กกร.อ้างว่า บางจังหวัดถูกปรับขึ้นสูงเกินจริงและไม่ตรงตามสูตรการขึ้นค่าจ้าง ฝ่ายลูกจ้างก็ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันค่าครองชีพสูง และค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้น 5-22 บาท ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพแน่นอน
ความจริงการปรับขึ้นค่าแรงไม่ได้ทำมาร่วม 3 ปี หลักการในการขึ้นครั้งนี้ก็เฉลี่ย 5% สูงในรอบ 3-4 ปี เพื่อให้สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การหารือก่อนจะมาเป็นมติของบอร์ดค่าจ้างให้ขึ้น 5-22 บาท ก็มาจากตัวแทนสามฝ่ายครบองค์ประกอบ กล่าวคือ คณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนฝ่ายนายจ้าง 5 คน อาทิ ตัวแทนสมาคมนายจ้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ สมาคมนายจ้างพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ประกอบการค้าไทย สภาองค์การนายจ้างธุรกิจไทย เช่นเดียวกับ ฝ่ายลูกจ้าง 5 คน เช่น สหภาพแรงงานกลุ่มเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ฯ สหภาพแรงงานระดับผู้บังคับบัญชาขนส่งทรัพย์สิน ดังนั้น เมื่อได้ข้อสรุปในเวทีกลางแห่งนี้ก็ควรจะยอมรับซึ่งกันและกัน
ไม่เท่านั้น บอร์ดค่าจ้างยังได้เสนอมาตรการดูแลช่วยเหลือนายจ้างลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า และลดการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละร้อยละ 1 เป็นเวลา 1 ปี ดังนั้น ฝ่ายนายจ้างได้รับการบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงหลายแนวทาง สิ่งสำคัญ รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเหมือนเช่นทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นค่าแรง มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นการซ้ำเติมประชาชนทั้งชาติในภาวะที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัว







