
กลต.ผนึกตลท.ยันยึดหุ้นได้
ก.ล.ต.-ตลท.ชี้ ปปง.มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์หากเข้าข่ายคดีฟอกเงิน แจงตลาดทุนไม่ได้นิ่งนอนใจ มีมาตรการกำกับดูแล
ก.ล.ต.-ตลท.ชี้ ปปง.มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์หากเข้าข่ายคดีฟอกเงิน แจงตลาดทุนไม่ได้นิ่งนอนใจ มีมาตรการกำกับดูแล
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีอำนาจในการยึดทรัพย์สินของคนที่มีความเกี่ยวข้องอยู่แล้ว
สำหรับภาคตลาดทุนมีกฎเกณฑ์และกระบวนการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดูแลอยู่โดย ให้ลูกค้าทุกคนมีการยืนยันตัวตนที่ แท้จริง มีแหล่งที่มาการโอนเงิน และเงินที่โอนได้สอดคล้องกับฐานะหรือไม่ ซึ่งเมื่อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีข้อสงสัยการซื้อขายสภาพที่ไม่ปกติ ก็มีหน้าที่จัดกลุ่มรายงานต่อ ปปง. และที่ผ่านมา บล.ก็ทำต่อเนื่องเพราะถ้า ทำระบบไม่ดีพอก็ต้องมีบทลงโทษ โดยที่ผ่านมา ตลท.และ ปปง.ก็ทำงานร่วมกัน
"ตลท.มีหน้าที่ในการรายงาน ถ้า ปปง.ได้ข้อมูลแล้วก็ต้องไปรวบรวมตรวจสอบเพิ่มในกรณีที่ บล.มีการรายงานสิ่งที่น่าสงสัยหรือมีการฟอกเงินเกิดขึ้นเชื่อว่าตลาดทุนมีมาตรการกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว เบื้องต้นจาก บล.ถ้าจะมีการฟอกเงินความจริงก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะซื้อรถยนต์ ที่ดิน หรือเครื่องบิน เพียงแต่ปกติในตลาดทุนมีความแตกต่างจากช่องทางอื่น เพราะมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน" นายรพี กล่าว
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลท. ไม่ได้นิ่งนอนใจและอยากให้มีการดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่กรณีที่เป็นข่าว หากพบกระทำความผิดฟอกเงินจริง หากจะมีการยึดทรัพย์ที่เป็นหุ้นต้องมีคำสั่งของศาลแล้วแจ้งมาที่ ตลท. เพื่อดูว่าหุ้นดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่ไหน เช่นที่ บล.หรือบริษัท ศูนย์ฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD อยากให้ผู้ที่มีข้อมูลขอให้ส่งหลักฐานที่มาทางการเพื่อจะได้มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งโดยทั่วไป ตลท.จะตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นที่มีผลทำให้ราคาผิดปกติ ตลท.เหมือนเป็นด่านแรก แต่ถ้าเป็นตรวจสอบต้องเป็น ก.ล.ต.







