
เทรนด์มิลเลนเนียล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ภูวดล โกมลรัตนเสถียรกลุ่มคนยุคเจเนอเรชั่นเอ็ม หรือกลุ่มมิลเลนเนียล เป็นอีกหนึ่งกลุ่มแรงงานที่สำคัญที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักของภาคธุรกิจในอนาคต โดยจากนี้อีก 2 ปีจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก
ภูวดล โกมลรัตนเสถียร
กลุ่มคนยุคเจเนอเรชั่นเอ็ม หรือกลุ่มมิลเลนเนียล เป็นอีกหนึ่งกลุ่มแรงงานที่สำคัญที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักของภาคธุรกิจในอนาคต โดยจากนี้อีก 2 ปีจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก
การเตรียมความพร้อมในการทำงานเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ของกลุ่ม มิลเลนเนียล จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อทุกภาคส่วนที่จะเข้าสู่ดิจิทัลเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ
สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดแมนพาวเวอร์กรุ๊ป เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชากรไทยในกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีอายุตั้งแต่ 21-35 ปี มีจำนวนกว่า 14.19 ล้านคน และคิดเป็นสัดส่วน 34% ของจำนวนแรงงาน
ทั้งนี้ จากรายงานผลวิจัยแนวโน้มอาชีพและการเตรียมความพร้อมในการทำงานของกลุ่มมิลเลนเนียลเมื่อเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 พบว่า ส่วนใหญ่ 72.35% รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับโมเดลประเทศไทย 4.0 และมั่นใจว่าจะมีผล กระทบต่อการทำงานในอนาคตจากโมเดลประเทศไทย
ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่คิดว่าจะต้องมีการเตรียมความพร้อมฝึกอบรมประเภทต่างๆ โดยเฉพาะด้านความคิดแปลกใหม่ ความฉลาดในการเข้าสังคม การสร้างความเข้าใจเชิงลึก ความเข้าใจสื่อยุคใหม่ ความสามารถหลากหลายด้าน และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
นอกจากนี้ ยังพบว่าเกินครึ่งของกลุ่มมิลเลนเนียล หรือ 64.24% เน้นย้ำความสำคัญการพัฒนาทักษะและคุณสมบัติ โดยมีวิธีที่จะพัฒนาตนเองให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นคือ การทำงานในปัจจุบันให้ดีที่สุด พร้อมต้องการอบรมและพัฒนาทักษะการทำงานเฉพาะทางที่สอดคล้องกับอาชีพของตน รองลงมาคือ หลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะคอมพิวเตอร์ การพัฒนาทักษะทางภาษา ทักษะการสื่อสาร และการบริหารธุรกิจ พร้อมคาดหวังการได้ทำงานในองค์กรที่มั่นคง รองลงมาคาดหวังได้เพื่อนร่วมงานที่ดีและการได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม
ขณะเดียวกัน รูปแบบการทำงานในอนาคต 55.16% วางแผนประกอบธุรกิจส่วนตัว และอีก 45.85% ยังมองงานประจำเป็นเป้าหมายที่สำคัญ โดยต้องการความก้าวหน้า พร้อมเติบโตและสำเร็จจากงานที่มั่นคงในระยะยาว ความมั่นคงด้านรายได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานที่สามารถช่วยรักษามาตรฐานการดำรงชีพ
สอดคล้องกับ 5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มมิลเลนเนียลตัดสินใจร่วมงานในองค์กร ประกอบด้วย โอกาสในการมีอิสระคิดริเริ่ม หรือเป็นเจ้าของงาน ความภูมิใจที่ได้รับความสำคัญในการได้รับมอบหมายงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร ความก้าวหน้ามีโอกาสใช้วิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ การเกื้อหนุนจากหัวหน้างานหรือองค์กร และงานที่สร้างให้เกิดความสำเร็จ
ขณะที่ค่าตอบแทนและสวัสดิการนั้นยังเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จประเภทหนึ่ง โดยการได้ปรับเงินเดือนประจำปีและการได้รับโบนัสตามผลงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ยังคำนึงถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเท่ากับเรื่องรายได้และสวัสดิการ
"กลุ่มมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมเชิงรุก ต่อความก้าวหน้าในอาชีพและการพัฒนาตนเอง นิยมการแสดงออกปรากฏตัวตนและผลงาน ที่ได้รับการยอมรับสอดคล้องกับประเทศ ไทย 4.0 เปิดโอกาสให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าลงมือทำ" สุธิดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าตอบแทนยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข โดยดัชนีความสุขของกลุ่มแรงงานในยุคนี้มี 3 เหตุผลสำคัญ คือ ความสุขจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ประกอบด้วยความสุขเมื่อได้ทำงานในองค์กร ความพึงพอใจต่อบรรยากาศในการบริหารจัดการ บรรยากาศในการจัดสภาพแวดล้อมการทำงาน
ปัจจัยลำดับ 2 ความสุขที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร รู้สึกมีความสุข สนุก เพลิดเพลินเมื่ออยู่กับเพื่อนร่วมงาน เมื่อมีปัญหาสามารถปรึกษาเพื่อร่วมงานได้ในทุกๆ เรื่อง และได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน
สุดท้ายความสุขที่เกิดจากคุณภาพชีวิตในการทำงาน รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ปลอดภัย ส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานสามารถแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมส่วนตัวโดนกระทบกับงาน
สำหรับความสนใจในอาชีพของกลุ่มคนในยุคนี้กระจายตัว โดยมีความสนใจอันดับ 1 ในธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร รองลงมา ด้านองค์กรระหว่างประเทศ ธุรกิจประเภทเกษตรกรรม การผลิต และการไฟฟ้า โดยไม่กระจุกกับความต้องการอยู่กับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เช่น คนยุคเจเนอเรเชั่นเอ็กซ์ที่ติดอยู่กับธุรกิจบางประเภท
ท้ายนี้ผลสำรวจความคาดหวังต่อองค์กรขนาดใหญ่ที่กลุ่มมิลเลนเนียล อยากเข้าทำงานด้วยส่วนใหญ่เป็นองค์กรมหาชน 5 อันดับแรก ได้แก่ ปูนซิเมนต์ไทย ปตท. เครือเจริญโภคภัณฑ์ กูเกิล และดีเอชแอล
สุธิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์กรขนาดใหญ่จะได้เปรียบในการสร้างกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรองรับคนทำงานกลุ่มมิลเลนเนียล เพียงแต่ต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับ 5 กุญแจสำคัญที่คนกลุ่มนี้ต้องการ รวมทั้งควรมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรกลุ่มนี้ในด้านต่างๆ เพราะกลุ่มนี้มีความกระตือรือร้นต่อการเรียนรู้ ต่อข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยี
เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคแรงงานในภาคอุตสาหกรรมบางส่วน เช่น ธนาคาร ค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต สื่อสิ่งพิมพ์ ดังนั้น จากนี้นับเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนจะต้องรับมือให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านของดิจิทัลที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการทำงานขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ







