
มาเลย์ขึ้นดอกเบี้ยรอบ3ปีครึ่ง
แบงก์ชาติมาเลเซียขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบกว่า 3 ปี ด้านอีซีบีคงนโยบายการเงินต่อ
แบงก์ชาติมาเลเซียขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบกว่า 3 ปี ด้านอีซีบีคงนโยบายการเงินต่อ
ธนาคารกลางมาเลเซีย (บีเอ็นเอ็ม) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ไปอยู่ที่ 3.25% ในการประชุมวานนี้ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.ค. 2014 โดยบีเอ็นเอ็มเป็นแบงก์ชาติแรกทั้งในอาเซียนและเอเชียที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2018 นี้ ท่ามกลางทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปีนี้
"เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงตัดสินใจปรับทิศทางนโยบายการเงินเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะเดียวกันคณะกรรมการตระหนักว่าจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจล่วงหน้าว่า จุดยืนนโยบายการเงินมีความเหมาะสม เพื่อเตรียมป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานานเกินไป" แถลงการณ์ระบุ
บีเอ็นเอ็ม เสริมว่า เมื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ จุดยืนนโยบายของทางแบงก์ชาติยังคงมีความยืดหยุ่นอยู่
ด้านค่าเงินริงกิตปรับขึ้นทันทีหลังมาเลเซียขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยแข็งค่าขึ้น 0.5% ไปอยู่ที่ 3.8885 ริงกิต/ดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2016 โดยริงกิตปรับขึ้นมา 4% แล้วในปี 2018
นอกจากนี้ บีเอ็นเอ็ม คาดการณ์ว่า ในปีนี้เงินเฟ้อมีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่าปี 2017 อยู่ที่ 3.7% เนื่องจากการแข็งค่าของริงกิตส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกลง พร้อมเสริมว่า ตลาดการเงินในประเทศยังคงแข็งแกร่งอยู่
ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอเอ็นแซดว่า จากคาดการณ์เงินเฟ้อ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกแบงก์ชาติมาเลเซียยังไม่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. หากเงินเฟ้อขยายตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศคงมาตรการทางการเงินวานนี้ โดยคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้อยู่ที่ -0.40% เช่นเดียวกับดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 0% และดอกเบี้ยหลักอยู่ที่ 0.25% ขณะที่อีซีบีจะลดวงเงินมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ จากเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) มาอยู่ที่เหลือเดือนละ 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ในเดือน ม.ค. 2018 จนถึงเดือน ก.ย. 2018 หรืออาจจะขยายไปมากกว่านั้นหากจำเป็น และอัตราเงินเฟ้อยังไม่ถึงเป้าหมายที่อีซีบีตั้งไว้ที่ไม่เกิน 2%
ทั้งนี้ ก่อนการเปิดเผยผลการประชุมอีซีบี ค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี ไปอยู่ที่ 1.24 ดอลลาร์/ยูโร จากคาดการณ์ว่าอีซีบีจะเริ่มลดขนาดวงเงินการซื้อคืนสินทรัพย์ เนื่องจาก การขยายตัวแข็งแกร่งของประเทศ ยูโรโซนคาดว่าจะหนุนให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์หลาย ฝ่ายคาดการณ์ว่า มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี จะยังไม่เปิดเผยเรื่องแผนการยุติมาตรการคิวอี เนื่องจากไม่ต้องการกระตุ้นให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นไปอีก
ปีเตอร์ แชทเวลล์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ มิซูโฮ เปิดเผยว่า ดรากี มีแนวโน้มกล่าวแทรกแซงค่าเงิน เพื่อสกัดการแข็งค่ายิ่งขึ้นของค่าเงินยูโร ด้วยการเน้นว่าค่าเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นมามากเกินไปจากที่ควรจะเป็น หรือไม่กล่าวถึงเรื่องคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย







