
เอ็นพีแอลปี 2560 เพิ่ม จับตาเอสเอ็มอี-ครัวเรือน
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอล เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความสามารถชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมหากเอ็นพีแอลพุ่งสูงมากอาจกระทบระบบการเงินได้
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอล เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความสามารถชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมหากเอ็นพีแอลพุ่งสูงมากอาจกระทบระบบการเงินได้
รายงานของธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ล่าสุด ได้เปิดเผยข้อมูลยอด คงค้างของเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (กรอส เอ็นพีแอล) สิ้นเดือน ธ.ค. 2560 พบว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ มียอด กรอส เอ็นพีแอล 4.29 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น จากสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 ถึง 4.33 หมื่น ล้านบาท ขณะที่เปอร์เซ็นต์ต่อสินเชื่อรวมก็เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่ง เคยอยู่ที่ 2.83%
เมื่อมาดูยอดคงค้างของเงินให้ สินเชื่อด้อยคุณภาพซึ่งหักสำรองที่สถาบันการเงินได้กันไว้สำหรับเอ็นพีแอล แล้ว (เน็ต เอ็นพีแอล) ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 1.99 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.38% ต่อสินเชื่อรวม โดยยอดเน็ต เอ็นพีแอล เพิ่มขึ้น 2.22 หมื่นล้านบาท สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่ง อยู่ที่ 1.32%
หากแยกดูเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ กลุ่มนี้มีกรอส เอ็นพีแอล 4.25 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.08% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 4.46 หมื่นล้านบาท ส่วนเปอร์เซ็นต์ต่อสินเชื่อ รวมก็เพิ่มขึ้นเช่นกันจากสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 อยู่ที่ 2.99% เน็ต เอ็นพีแอล 1.99 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.46% ต่อสินเชื่อ รวม เพิ่มขึ้น 2.22 หมื่นล้านบาท เปอร์เซ็นต์ ต่อสินเชื่อรวมก็เพิ่มขึ้นมาจากเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1.41%
ทั้งนี้ จากการไปไล่เรียงดูงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยแต่ละแห่งที่แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า ธนาคารกรุงไทย มีปริมาณเอ็นพีแอลคงค้างสูงที่สุด 1.03 แสนล้านบาท หรือ 4.19% ต่อสินเชื่อรวม รองลงมาคือ ธนาคารกรุงเทพ มีปริมาณเอ็นพีแอล 8.74 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.9% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารกสิกรไทย มีเอ็นพีแอล 6.97 หมื่นล้านบาท 3.3% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารไทยพาณิชย์ มีเอ็นพีแอล 6.55 หมื่นล้านบาท 2.83% ต่อสินเชื่อ รวม
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีเอ็นพีแอล 3.76 หมื่นล้านบาท 2.05% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารธนชาต มีเอ็นพีแอล 1.81 หมื่นล้านบาท 2.3% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารทหารไทย มีเอ็นพีแอล 1.75 หมื่นล้านบาท 2.35% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีเอ็นพีแอล 1.07 หมื่นล้านบาท 4.8% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารเกียรตินาคิน มีเอ็นพีแอล 9,632 ล้านบาท 5% ต่อสินเชื่อรวม ธนาคารทิสโก้ มีเอ็นพีแอล 5,829 ล้านบาท 2.32% ต่อสินเชื่อรวม และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีเอ็นพีแอล 3,263 ล้านบาท 1.88% ต่อสินเชื่อรวม
จากรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2560 ของ ธปท. ระบุว่า ปี 2560 เสถียรภาพระบบการเงินไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงบางจุดที่อาจสร้างความเปราะบางได้ เช่น กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ความสามารถชำระหนี้ยังด้อยลง เพราะกำไรต่อภาระดอกเบี้ยจ่ายในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กลดลง ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนหนึ่งขาดทุนต่อเนื่อง มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนมูลค่าหนี้สินของบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีด้อยค่าลงต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจสาขาพาณิชย์ การผลิต บริการ อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง ที่ เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็น ผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและรูปแบบ การทำธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลง
ความอ่อนไหวของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ยังประเมินได้จากความอ่อนไหวในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจภายใต้ภาวะวิกฤตของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย โดยธุรกิจส่วนใหญ่ ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของยอดขายที่ลดลง 10% แต่อ่อนไหวสูงเมื่อ ยอดขายเปลี่ยนแปลง 30% ธุรกิจสาขา พาณิชย์ การบริการ และภาคการผลิต บางสาขา เช่น ยางและพลาสติก ทนทาน ต่อการเปลี่ยนแปลงของยอดขายน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
สำหรับ กลุ่มครัวเรือนที่รายได้น้อย และครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ก็มีความเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น มีภาระหนี้สูงและรายได้ครัวเรือนยัง ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ต้องติดตามแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ต่อไป
คงต้องรอติดตามว่าหากเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากปีก่อนหน้าจริงดังที่หลายสำนักประเมินจะช่วยให้สถานการณ์เอ็นพีแอลดีขึ้นได้แค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งของเอ็นพีแอลที่เพิ่มมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวของภาคธุรกิจด้วย







