posttoday
ขุนคลังมะกันป่วน หวั่นจุดชนวนสงครามค่าเงิน

ขุนคลังมะกันป่วน หวั่นจุดชนวนสงครามค่าเงิน

24 มกราคม 2561

นันทิยา วรเพชรายุทธการกล่าวสนับสนุนให้ค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนค่าลงนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับภาคธุรกิจส่งออกในหลายประเทศฝั่งเอเชีย แม้ว่าภาวะการอ่อนค่านั้นจะเป็นต้นทุนที่ต้องแลกมาของอีกหลายฝ่ายในขณะเดียวกันด้วยก็ตาม

นันทิยา วรเพชรายุทธ

การกล่าวสนับสนุนให้ค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนค่าลงนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับภาคธุรกิจส่งออกในหลายประเทศฝั่งเอเชีย แม้ว่าภาวะการอ่อนค่านั้นจะเป็นต้นทุนที่ต้องแลกมาของอีกหลายฝ่ายในขณะเดียวกันด้วยก็ตาม

แต่การกล่าวหนุนให้ค่าเงินอ่อนย่อมไม่ใช่เรื่องปกติหากมาจากปากของ "รัฐมนตรีคลัง" ผู้มีลายเซ็นอยู่บนธนบัตรของประเทศนั้นๆ ขุนคลังอาจพูดแสดงความกังวลได้ในระดับหนึ่งหากเห็นค่าเงินของตนอยู่ในภาวะแข็งค่ามากเกินไปอย่างรวดเร็ว หรือแข็งค่าทางเดียวสวนทางภูมิภาค แต่ก็จะไม่กล่าวโดยตรงว่าจะหาทางไปลดค่าเงิน หรือเข้าแทรกแซงตลาด ซึ่งจะถือเป็นการ "แทรกแซงทางวาจา"

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) เมื่อ วันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาของ สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ว่า "ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องดีต่อสหรัฐทั้งในแง่การค้าและการสร้าง โอกาสใหม่ๆ" นั้น กำลังทำให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกวิตกว่า นี่คือการแทรกแซงทางวาจารูปแบบหนึ่งและเป็นการส่งสัญญาณถึงดอลลาร์ขาลง อย่างต่อเนื่องไปอีกปีหรือไม่

ทั้งนี้ ลำพังเพียงความเห็น ดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดตื่นตูมไปก่อนว่าสหรัฐจะปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลมาจาก "การตีความนโยบายและการกระทำของสหรัฐในภาพรวม" โดยเฉพาะการเปิดสงครามการค้าล่าสุดด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และเครื่องซักผ้า

สหรัฐส่ง 2 แนวร่วมมากล่าวปูพรมที่งานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นตอกย้ำนโยบาย "อเมริกามาก่อน" โดยมนูชินกล่าวถึงความได้เปรียบที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการตอบโต้ทางการค้ารอบใหม่ตามมานั้น ทำให้เกิดการตีความว่ามีโอกาสสูงที่จะได้เห็นค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ายาวอีก ในปีนี้ จากการเปิด "สงครามการค้า" และ "สงครามค่าเงิน" (กลายๆ) ไปพร้อมกัน

หากยังจำกันได้ ทรัมป์เองก็เคย ส่งสัญญาณไว้เช่นกันหลังรับตำแหน่งใหม่ๆ ไม่กี่เดือน โดยให้สัมภาษณ์กับวอลสตรีท เจอร์นัล ไว้ว่า "ดอลลาร์กำลังแข็งค่ามากเกินไป"

ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีคลังของสหรัฐหลายคนต่างก็เคยส่งสัญญาณเลือกข้างค่าเงินอ่อนค่า-แข็งค่ากันมาแล้วทั้งนั้น อาทิ ยุคของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ และ ริชาร์ด นิกสัน ที่ไปในทิศทางดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ยุคของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน และบิล คลินตัน เลือกไปในทิศทางตรงกันข้าม

บลูมเบิร์กระบุว่า สัญญาณของ มนูชินทำให้หลายฝ่ายหวนนึกถึงสงครามค่าเงินในอดีตก่อนยุคคลินตัน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 80 สมัยที่อดีตรัฐมนตรีคลัง เจมส์ เบเกอร์ ตั้งรับนโยบายของเยอรมนีตะวันตก โดย เบเกอร์ได้เปิดเผยกับนิวยอร์กไทมส์ในเวลาต่อมา ว่าสหรัฐจะปล่อยให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าเพื่อเป็นการตอบโต้เยอรมนี ก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดยิ่งขึ้นจนเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตการณ์แบล็กมันเดย์ในที่สุด

ขณะที่ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า การแสดงความเห็นของรัฐมนตรีคลังสหรัฐในครั้งนี้ยังเป็นเหมือนกับการ "เปลี่ยนทิศทางนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน" ไปจากรัฐบาลเดิมยุคก่อนหน้าที่เน้นเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์มาตลอดหลายปี โดยอ้างความเห็นของ มาร์ค แชนด์เลอร์ จากวาณิชธนกิจ บราวน์ บราเธอร์ส อาร์ริสแมน ว่า นับตั้งแต่สมัยของรัฐมนตรีคลัง โรเบิร์ต รูบิน ในยุคประธานาธิบดีคลินตัน เป็นต้นมา สหรัฐก็ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางนโยบาย ไปจากดอลลาร์แข็งค่าเลย

นักกลยุทธ์จากยูพีเอสมองว่า ความเห็นของมนูชินทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐไปในแนวทางเอียงข้าง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นข้างดอลลาร์ขาลง

ภายหลังมีรายงานความเห็นของ 2 รัฐมนตรีสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ก็ได้กลับมาอ่อนค่าทุบสถิติในรอบ 3 ปีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 ม.ค. และยังต่อเนื่องจนถึงวานนี้ที่ค่าเงินหลายสกุลในเอเชียปรับแข็งค่าขึ้นกันถ้วนหน้า นำโดยค่าเงินวอนเกาหลีใต้ ส่วนค่าเงินบาทของไทยก็หลุดไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปีเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ริงกิต มาเลเซียได้ปัจจัยแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเป็นรายแรกในอาเซียนร่วมด้วย ทำให้แข็งค่าไป 0.5% สูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี

เจค็อบ เฟรนเคล ประธานธนาคารเจพีมอร์แกน เชส อินเตอร์เนชั่นแนล และอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก ว่า สงครามค่าเงินเป็นสิ่งที่ต้องป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้เกิดขึ้น พร้อมเตือนว่าปัญหานี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยสงครามค่าเงินนั้นถือเป็นกระจกที่สะท้อนมิติของนโยบายปกป้องการค้าในโลกของความเป็นจริง

ทว่านักวิเคราะห์อีกด้านหนึ่งยังคงให้ความเห็นอย่างระมัดระวังว่าลำพังเพียงความเห็นของมนูชินอาจไม่สามารถตีความไปไกลเกินว่า นี่คือการเปลี่ยนทิศทางนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐ เพราะอาจเป็นเพียงแค่การ "หาเหตุผล" ของตลาดมารับจังหวะที่นักลงทุนเทขายดอลลาร์กันมากกว่า และมนูชินเองก็ย้ำด้วยว่าในระยะยาวดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าขึ้นบนพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง

เพราะก่อนหน้าที่จะมีความเห็นของขุนคลังสหรัฐ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างก็เห็นตรงกันว่ายังไม่จังหวะที่ดอลลาร์จะแข็งค่า เพราะนักลงทุนยังสามารถทำเงินได้ดีกว่าในการเก็งกำไรค่าเงินยูโร หรือลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตขึ้นอย่างร้อนแรง อีกทั้งการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีที่ทำให้สหรัฐต้องขาดดุลการคลังมหาศาล ก็ทำให้มี แนวโน้มที่สหรัฐจะต้องหาเงินเพิ่มด้วยการขายพันธบัตร ซึ่งล้วนไม่ใช่ปัจจัย ที่ส่งเสริมให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่า ได้มากนัก

อย่างไรก็ดี แม้อาจจะยังไม่ชัดเจนมากพอที่จะสรุปฟันธงได้ว่านี่คือการประกาศสงครามการค้าและสงคราม ค่าเงินไปพร้อมกันของสหรัฐอย่างเต็มตัว แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อพิจารณา จากหลายปัจจัยรายรอบด้วยกัน และท่าทีของรัฐบาลสหรัฐเองที่ไม่ได้รังเกียจค่าเงินอ่อนค่าก็พอจะบ่งชี้ได้ ไม่น้อยว่า ดอลลาร์คงยังไม่ถึงเวลา ที่จะกลับมาแข็งค่าตามที่หลายฝ่าย คาดหวังในเร็วๆ นี้ n

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน