
งานวิจัยที่เคยขึ้นหิ้ง
วิฑูรย์ สิมะโชคดีคำถามที่ค้างคาใจกันมานานแล้วของ "งานวิจัย" สำหรับภาครัฐราชการ ก็คือ "ทำอย่างไรให้การวิจัยตอบโจทย์ของสังคม หรือช่วยแก้ปัญหาสังคมได้" ส่วนของภาคธุรกิจเอกชนก็คือ "ทำอย่างไรให้งานวิจัยมีประโยชน์จริงกับการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม" เพราะส่วนใหญ่ของงานวิจัยคือ "ขึ้นหิ้ง" อย่างไม่มีประโยชน์
วิฑูรย์ สิมะโชคดี
คำถามที่ค้างคาใจกันมานานแล้วของ "งานวิจัย" สำหรับภาครัฐราชการ ก็คือ "ทำอย่างไรให้การวิจัยตอบโจทย์ของสังคม หรือช่วยแก้ปัญหาสังคมได้" ส่วนของภาคธุรกิจเอกชนก็คือ "ทำอย่างไรให้งานวิจัยมีประโยชน์จริงกับการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม" เพราะส่วนใหญ่ของงานวิจัยคือ "ขึ้นหิ้ง" อย่างไม่มีประโยชน์
ปัจจุบันรัฐบาลจึงมุ่งที่การแก้ไขจุดอ่อนของ "นโยบายการวิจัย" ที่กระจัดกระจายอยู่ในความดูแลของหลายหน่วยงาน โดยได้ยุบรวมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการวิจัยและพัฒนา 3 คณะ ให้เหลือเพียง "สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ" (สวนช.) ทำหน้าที่เชิงนโยบายเพียงคณะเดียว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการ พิจารณาปรับย้ายหน่วยงานด้านการวิจัยที่ดูแลภาพรวมของนโยบาย มาอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เพื่อให้รับการสั่งการจากนายกรัฐมนตรีโดยตรงและดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
การวิจัยของบ้านเราในระยะที่ผ่านมา มีปัญหาจากงานวิจัยที่กระจัดกระจายเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ส่วนของสังคมศาสตร์ และส่วนของมนุษยศาสตร์ ซึ่งตอบสนองความต้องการของปัจเจกบุคคลมากกว่า เพราะขาดการเชื่อมโยงกับปัญหาส่วนรวม เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น ท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เน้นย้ำว่า การวิจัยและพัฒนาในระยะต่อไปจะต้องสามารถตอบโจทย์ "นโยบายประเทศไทย 4.0" ที่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรมและบริการ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากความถนัดของตัวเอง คือ ภาคเกษตร
"ประเทศไทย 4.0" จะประกอบไปด้วย ระบบเศรษฐกิจ 3 ระบบ คือ (1) ระบบเศรษฐกิจไหลเวียน จากเดิมที่เคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั้งคิด ไปสู่การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด (2) ระบบเศรษฐกิจกระจายตัว จากเดิมที่ความมั่งคั่งและโอกาสกระจุกตัวไปสู่การกระจายความมั่งคั่งและโอกาส และ (3) ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม จากเดิมที่เน้นเงินทุนและทุนทางกายภาพไปสู่การเน้นปัญญามนุษย์และเทคโนโลยี
การที่ต้องสนับสนุนเศรษฐกิจทั้ง 3 ระบบเพื่อตอบโจทย์ "ประเทศไทย 4.0" นั้น ทำให้ต้องปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศใน 5 เรื่องสำคัญ คือ
(1) เปลี่ยนจากการวิจัยที่เพื่อตอบโจทย์ผู้วิจัยไปสู่การวิจัยที่มาจากความต้องการของประเทศ สังคมและภาคธุรกิจ (2) หัวข้อการวิจัยที่เคยกระจายเป็นชิ้นๆ แบบเบี้ยหัวแตก ต้องปรับเปลี่ยนเป็นกำหนดวาระการวิจัยเรื่องใหญ่ๆ ให้ชัดเจน
(3) เปลี่ยนจากทำวิจัยทุกเรื่องแต่ไม่เก่งสักเรื่อง ไปเป็นเก่งบางเรื่องที่สำคัญ แต่เก่งที่สุด (4) เปลี่ยนจากเน้นการพัฒนาเพื่อความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี มาเน้นการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
และ (5) เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำเป็นการสร้างเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะการวิจัยตามแนวทางประชารัฐ
ในวันนี้จึงมีตัวอย่างของการรวมตัวเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นเครือข่ายคือ มหาวิทยาลัยในภูมิภาค 9 แห่ง ได้รวมตัวกันเป็น University Creative Counsel Network หรือ UCC Network ที่จะเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรให้มีความคิดอ่านในการนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปบูรณาการกับศักยภาพของพื้นที่เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ของท้องถิ่นต่อไป
งานวิจัยในวันนี้จึงต้องมีสภาพของการบูรณาการที่สามารถเชื่อมโยง ศักยภาพของบุคลากรเข้ากับงานวิชาการ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อตอบโจทย์ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและประเทศไทย
การวิจัยในวันนี้ จึงไม่ใช่งานวิจัยที่ "ขึ้นหิ้ง" แบบที่ไม่มีใครสนใจ จะเอาลงมาใช้ประโยชน์ครับผม!







