posttoday
ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมัน

23 มกราคม 2561

อรุณ จิรชวาลาหลายคนงุนงงกับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไม่เข้าใจว่าในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ราคาน้ำมันค่อยๆ ไต่กลับขึ้นมาได้อย่างไร จนปัจจุบันสูงกว่าจุดต่ำสุดเมื่อหลายปีก่อนประมาณเท่าตัว

อรุณ จิรชวาลา

หลายคนงุนงงกับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไม่เข้าใจว่าในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ราคาน้ำมันค่อยๆ ไต่กลับขึ้นมาได้อย่างไร จนปัจจุบันสูงกว่าจุดต่ำสุดเมื่อหลายปีก่อนประมาณเท่าตัว

ในช่วงนั้น หลังจากราคาน้ำมันตกต่ำลงมากในปี 2014 หลายคนเชื่อว่าจะเป็นการลดลงอย่างถาวร แต่ในวันนี้ผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว มีคนบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2014 เป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราคาน้ำมันเท่านั้น

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า การพลิกกลับของราคาน้ำมันเกิดขึ้นประมาณเดือน พ.ย. 2016 ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นการบังเอิญหรือไม่ แต่ตรงกับช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ไม่ว่าเรื่องนี้จะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ นักวิชาการยืนยันว่าสามารถอธิบายได้จากภาวะความสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน

นักวิชาการอธิบายต่อไปว่า มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2014 กับปลายปี 2016 ถึงปัจจุบัน โดยในปี 2014 เป็นเรื่องของภาวะอุปทาน กล่าวคือ ซาอุดิอาระเบีย ในฐานะแกนนำของโอเปก ใช้นโยบายผลิตน้ำมันเต็มกำลังผลิต เพื่อแข่งกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหินน้ำมันในสหรัฐ ผลที่ตามมาคือเกิดภาวะอุปทานท่วมตลาด และราคาลดลงฮวบฮาบ

แต่ตั้งแต่ปลายปี 2016 เป็นต้นมา ในขณะที่ภาวะอุปทานไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อุปสงค์น้ำมันกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงต่อเนื่อง ผลักดันราคาให้สูงขึ้น

นักวิชาการกลุ่มนี้ยังชี้ต่อไปว่า ราคาน้ำมันที่กลับสูงขึ้นครั้งนี้ไม่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ เช่น เฟด อีซีบี และธนาคารกลางญี่ปุ่น สามารถกำหนดนโยบายเพื่อจัดการกับปัญหาได้โดยง่าย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจกับเงินเฟ้อเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน คือ รุดไปข้างหน้าด้วยกันทั้งคู่ นโยบายหลักคือการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเฟดได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่า ในปี 2018 จะปรับดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้น 3 ครั้ง ส่วนอีซีบีกับธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่ในระหว่างการพิจารณา

เศรษฐกิจโลกจะเป็นอันตรายมากกว่า หากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันเกิดจากการหดตัวของอุปทาน เช่นที่เกิดขึ้นในปี 1973 กับ 1979 โดยในครั้งนั้น กลุ่มโอเปกจงใจแสดงพลังโดยการลดกำลังผลิต ทำให้ราคาพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ประเทศนอกกลุ่มส่วนใหญ่เดือดร้อน เศรษฐกิจโลกถดถอย ในขณะที่เงินเฟ้อมากขึ้น กลุ่มธนาคารกลางตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจถดถอย ครั้นจะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจก็จะทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น

สำหรับการกลับมาขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตที่อยากจะพูดถึงอีกหลายประการ ดังนี้

หนึ่ง ไม่ว่านักวิชาการจะวิเคราะห์อย่างไร แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า ราคาจะไม่มีทางกลับสูงขึ้นมากๆ ได้ หากซาอุดิอาระเบียไม่เปลี่ยนนโยบาย จากการแย่งกันผลิตแย่งกันขาย มาเป็นการจำกัดการผลิต โดยเจรจาให้สมาชิกโอเปกกับอีกบางประเทศ เช่น รัสเซีย ให้ความร่วมมือ

สอง ผู้เชี่ยวชาญฟันธงว่า ความสำเร็จในการผลักดันราคาให้สูงขึ้นครั้งนี้จะถูกจำกัดขอบเขตมากกว่าในอดีต เป็นไปได้ยากที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นหลายเท่าตัว หรือคิดเป็นบาร์เรลละนับร้อยดอลลาร์สหรัฐ เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีทางเลือกมากกว่าเดิมมาก และต้นทุนในการผลิตพลังงานทางเลือกยังต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เป็นไปได้มากกว่าที่ความสำเร็จของซาอุดิอาระเบียครั้งนี้จะเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น สังเกตได้อีกทางหนึ่งจากการที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเองก็กำลังพยายามปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ แม้ว่าซาอุดิอาระเบียจะยังคงความเป็นแกนนำของโอเปก แต่สำหรับตลาดน้ำมันโลก กลุ่มผู้ผลิตอิสระจากหินน้ำมันในสหรัฐกลับดูเหมือนจะมีบทบาทและอิทธิพลมากกว่า เพราะนอกจากสหรัฐจะมีหินน้ำมันในปริมาณมหาศาล และกำลังผลิตในปัจจุบันจะใกล้เคียงกับซาอุดิอาระเบียแล้ว กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐยื่นมือเข้าไปแทรกแซงได้ยากกว่า แรงจูงใจในการขุดเจาะและการผลิตเป็นเรื่องธุรกิจ ราคาสูงก็เพิ่มกำลังผลิต ราคาต่ำก็ทำตรงกันข้าม

มีคนยืนยันว่า สหรัฐได้กลายเป็นสวิงโปรดิวเซอร์ในตลาดน้ำมันโลกแทนซาอุดิอาระเบียแล้ว

มีสถิติจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐกับแคนาดาที่ออกมารายสัปดาห์ ปรากฏว่าจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐได้เพิ่มขึ้นมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา และเพิ่มจากจุดต่ำสุดในปี 2014 แล้วกว่าเท่าตัว

สาม ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลกระทบของราคาน้ำมันต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

ก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น คือการผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสูงขึ้น โดยสหรัฐได้ตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% แต่ผ่านมาหลายปีก็ไม่เคยทำสำเร็จ

จากปัจจัยราคาน้ำมันที่กลับสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อบางเดือนในปี 2017 สูงขึ้นถึง 2% แล้ว แม้ว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีจะยังไม่ถึงก็ตาม คาดกันว่า เงินเฟ้อในปี 2018 จะทะลุ 2% อย่างง่ายดาย ทำให้การกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเป็นไปได้โดยง่าย สามารถตั้งเป้าปรับดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้น 3 ครั้ง โดยไม่มีเสียงต่อต้านแต่ประการใด

สี่ ในระยะยาว ระดับราคาน้ำมันน่าจะขึ้นอยู่กับต้นทุนในการผลิตพลังงานทดแทน โดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งราคาและปริมาณ

ทางด้านราคา ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมได้ลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนในหลายพื้นที่ต่ำกว่าต้นทุนจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นอันมาก

ในช่วงปลายปี 2017 ในพื้นที่ที่มีแดดจัดแห่งหนึ่ง ผู้ชนะการประมูลได้ทำสัญญาขายกระแสไฟฟ้าระยะยาวให้กับภาครัฐในราคาต่ำกว่า 2 เซนต์สหรัฐ หรือต่ำกว่า 0.65 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง

ในพื้นที่ที่มีลมแรง เช่น ตอนกลางของสหรัฐ สำหรับบริษัทขายกระแสไฟฟ้าบางบริษัท พลังงานลมได้กลายเป็นทางเลือกต้นทุนต่ำที่สุดแล้ว

ทางด้านปริมาณ ในอดีตเคยมีคนกล่าวว่า สัดส่วนของพลังงานทดแทนมีน้อยมาก จนแทบจะไร้ความหมาย แต่ปัจจุบันสัดส่วนของพลังงานทดแทนได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่กว่า 1 ใน 3 ของกำลังผลิตใหม่มาจากพลังงานลม เป็นต้น

ก่อนจบ สำหรับประเทศไทยอาจถึงเวลาที่เราต้องทบทวนนโยบายให้แอดเดอร์ยูนิตละหลายบาท เพราะนอกจากอาจเอื้อต่อการคอร์รัปชั่นแล้ว ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระยะยาวด้วย

ต่อไปน่าจะใช้วิธีเปิดประมูล เช่นที่อีกหลายประเทศเขาทำกัน n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท