
'กองทุนบัวหลวง' ลดพอร์ตBGRIM
กองทุนบัวหลวง ลดพอร์ตหุ้น บี.กริม เพาเวอร์ และ GLOBAL ฟาก BGRIM ตั้ง 2 บริษัทย่อยทำธุรกิจไฟฟ้า-อสังหาฯ ในกัมพูชา
กองทุนบัวหลวง ลดพอร์ตหุ้น บี.กริม เพาเวอร์ และ GLOBAL ฟาก BGRIM ตั้ง 2 บริษัทย่อยทำธุรกิจไฟฟ้า-อสังหาฯ ในกัมพูชา
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง แจ้งว่า ได้ขายหุ้น 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ทำรายการเมื่อ วันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา สัดส่วน 0.16% ส่งผลให้เหลือหุ้นในพอร์ตของกองทุนภายใต้การบริหาร 4.97% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
นอกจากนี้ ได้ขายหุ้นของบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) สัดส่วน 0.07% ส่งผลให้ถือหุ้นลดลงเป็น 4.99% ทำรายการเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ แจ้งว่า ได้จัดตั้งบริษัทย่อยในกัมพูชา 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ปอยเปต) เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านเรียลกัมพูชา (KHR) หรือประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 4,000 เรียลกัมพูชา (หรือ 1 ดอลลาร์) โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 55% ของหุ้นทุน จดทะเบียน
พร้อมกันนี้ ได้จัดตั้งบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (กัมพูชา) เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และถือหุ้นในบริษัทอื่น มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านเรียลกัมพูชา หรือประมาณ 1,000 ดอลลาร์ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 4,000 เรียลกัมพูชา หรือประมาณ 1 ดอลลาร์ บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของหุ้นทุนจดทะเบียน สำหรับแหล่งเงินในการจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม โรงไฟฟ้า "เท่ากับตลาด" โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มจะโต 10.8% ในปี 2561 โดยส่วนใหญ่จะมาจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าแบบ Conventional ถึงแม้ว่าการเติบโตของกำไรในปี 2561 จะไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับเมื่อปี 2560 ซึ่งเติบโตถึง 20.9% แต่ก็ยังเป็นการเติบโตที่ใกล้เคียงกับกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดที่คาดว่าจะโต 10.6%
ทั้งนี้ บล.เคจีไอฯ ได้พิจารณา 6 ปัจจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับศักยภาพของหุ้นโรงไฟฟ้าและจัดทำเป็นคะแนนเพื่อประเมินความน่าสนใจในการที่จะเข้าลงทุนและพบว่าบริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ได้คะแนนการลงทุนสูงที่สุด ในขณะที่บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ได้คะแนนสูงรองลงมา
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าอัตราการ เติบโตของกำไรของทั้งสองบริษัทใน ปีนี้จะดูน่าสนใจน้อยกว่าเดิมแต่ยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นที่น่าสนใจ ในขณะที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวจากความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต่ำและรูปแบบธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมทั้งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3-5% ต่อปี







